Google
 

31 มกราคม 2551

Management course in 5 minutes

Lesson # 1:

A man is getting into the shower just as his wife is finishing up her shower, when the doorbell rings. The wife quickly wraps herself in a towel and runs downstairs. When she opens the door, there stands Bob, the next-door neighbor.

Before she says a word, Bob says, "I'll give you $800 to drop that towel."

After thinking for a moment, the woman drops her towel and stands naked in front of Bob. After a few seconds, Bob hands her $800 and leaves.

The woman wraps back up in the towel and goes back upstairs. When she gets to the bathroom, her husband asks, "Who was that?"

"It was Bob the next door neighbor," she replies.
"Great," the husband says, "did he say anything about the $800 he owes me?"

Moral of the story:

If you share critical information pertaining to credit and risk with your shareholders in time, you may be in a position to prevent avoidable exposure .

Lesson # 2:

A priest offered a Nun a lift. She got in and crossed her legs, forcing her gown to reveal a leg. The priest nearly had an accident. After controlling the car, he stealthily slid his hand up her leg .

The nun said, "Father, remember Psalm 129?"

The priest removed his hand. But, changing gears, he let his hand slide up her leg again. The nun once again said, "Father, remember Psalm 129?"

The priest apologized. "Sorry, sister, but the flesh is weak."

Arriving at the convent, the nun sighed heavily and went on her way.

On his arrival at the church, the priest rushed to look up Psalm 129. It said, "Go forth and seek, further up you will find glory."

Moral of the story:
If you are not well informed in your job, you might miss a great opportunity.

Lesson # 3:

A sales rep, an administration clerk and the office manager are walking to lunch when they find an antique oil lamp. They rub it and a Genie comes out.

The Genie says, "I'll give each of you just one wish."
"Me first! Me first!" says the administration clerk. "I want to be in the Bahamas, driving a speedboat, without a care in the world."

Puff! She's gone.
"Me next! Me next!" says the sales rep. "I want to be in Hawaii, relaxing on the beach with my personal masseuse, an endless supply of Pina Coladas and the love of my life."

Puff! He's gone.

"OK, you're up," the Genie says to the office manager.

The manager says, "I want those two back in the office after lunch."

Moral of the story:

Always let your boss have the first say.

Lesson # 4:

An eagle was sitting on a tree, resting, doing nothing.

A small rabbit saw the eagle and asked him, "Can I also sit like you and do nothing?"

The eagle answered, "Sure, why not."

So, the rabbit sat on the ground below the eagle and rested.

All of a sudden, a fox appeared, jumped on the rabbit and ate it.


MORAL OF THE STORY

To be sitting and doing nothing, you must be sitting very, very high up.

Lesson # 5:

A turkey was chatting with a bull. "I would love to be able to get to the top of that tree," sighed the turkey, "but I haven't got the energy."

"Well, why don't you nibble on some of my droppings?" replied the bull. "They're packed with nutrients."

The turkey pecked at a lump of dung, and found it actually gave him enough strength to reach the lowest branch of the tree. The next day, after eating some more dung, he reached the second branch. Finally after a fourth night, the turkey was proudly perched at the top of the tree.

He was promptly spotted by a farmer, who shot him out of the tree.

Moral of the story:

Bullshit might get you to the top, but it won't keep you there.

Lesson # 6:

A little bird was flying south for the Winter. It was so cold the bird froze and fell to the ground into a large field. While he was lying there, a cow came by and dropped some dung on him.

As the frozen bird lay there in the pile of cow dung, he began to realize how warm he was. The dung was actually thawing him out! He lay there all warm and happy, and soon began to sing for joy.

A passing cat heard the bird singing and came to investigate. Following the sound, the cat discovered the bird under the pile of cow dung, and promptly dug him out and ate him.

Morals of the story:

1. Not everyone who shits on you is your enemy.

2. Not everyone who gets you out of shit is your friend.

3. And when you're in deep shit, it's best to keep your mouth shut.


THIS ENDS THE FIVE MINUTE MANAGEMENT COURSE

30 มกราคม 2551

น้ำผลไม้ที่ควรดื่ม ตามกรุ๊ปเลือด

คนเลือดกรุ๊ปโอ

ส่วนมากจะมีกรดในกระเพาะอาหารสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ควรกินอาหารจำพวกแป้งมากเกินไป เพราะจะย่อย

ยาก เสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคอ้วน

เครื่องดื่มที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอคือ

• น้ำสับปะรด
• น้ำลูกพรุน

แต่ไม่ควรดื่มน้ำแอปเปิล น้ำส้ม น้ำกะหล่ำปลี

เลือดกรุ๊ปเอ

เรียกว่าตรงข้ามกับกรุ๊ปโอ แทบจะทุกอย่าง เพราะเลือดกรุ๊ปนี้จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ จึงเหมาะกับอาหารมังสวิรัติและควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ที่

สำคัญควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป เช่น

• ไส้กรอก
• แฮม

เพราะอาหารจำพวกนี้มีสารดินประสิวที่ไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร

เครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคนเลือดกรุ๊ปเอก็คือ

• น้ำแอปพริคอต
• น้ำแคร์รอต •
น้ำเซเลอรี
• น้ำเกรปฟรุต
• น้ำสับปะรด
• น้ำมะนาว

เพราะมี วิตามินซีสูง แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้ม น้ำมะละกอ และน้ำมะเขือเทศ

เลือดกรุ๊ปบี

เป็นกรุ๊ปเลือดที่สามารถต้านทานโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงควรกินอาหารจำพวก

• ผักใบเขียว
• ตับ
• ไข่
• นมไขมันต่ำ

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ

• น้ำกะหล่ำปลี
• น้ำแครนเบอร์รี่
• น้ำองุ่น
• น้ำมะละกอ
• น้ำสับปะรด

เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะ แต่ให้ระวังการดื่มน้ำมะเขือเทศ

เลือดกรุ๊ปเอบี

คนเลือดกรุ๊ปนี้ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี เช่น

• บร็อกโคลี่
• เชอร์รี่
• ส้มโอ
• เกรปฟรุต
• กะหล่ำปลี
• และดื่มน้ำแคร์รอต
• น้ำเซเลอรี
• น้ำแครนเบอร์รี่
• น้ำองุ่น • และน้ำมะละกอ

เพราะช่วยต้านมะเร็งได้ แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้มเพราะทำให้ย่อยยาก

29 มกราคม 2551

โอ้…พระเจ้า

ในสมัยย้อนหลังไป 10 ปี มีชายชราคนหนึ่งไปเที่ยวที่ชายหาดชะอำ ขณะกำลังเดินเล่นเลาะไปตามชายหาด ก็มีหญิงสาวสวยในชุดบิกินนี่ นอนอาบแดดที่ชายหาด ชายชราก็เดินเข้าไปหาหญิงสาวด้วยความมั่นอดมั่นใจ แล้วก็เอ่ยปากกระซิบถามว่า
"อีหนู ลุงขอจับนมหน่อยได้ไหม" ตาแก่ถามแล้วทำหน้าตากระลิ้มกระเลี่ย
"ไปให้พ้นนะ ตาแก่บ้ากาม" หล่อนด่าอย่างไม่แยแส
"ขอจับนมหน่อย เดี๋ยวให้เงินร้อยนึง" ตาแก่ยังไม่ลดความพยายาม
" ร้อยนึง? จะบ้าหรือไง ไปให้พ้น!! " หล่อนไล่อีก พูดแล้วก็เมินหน้าหนี
"ขอจับนมหน่อยเหอะน่า ให้ห้าร้อยเลยเอ้า" ตาแก่ต่อรอง อย่างมีความหวัง
"ไม่ได้ไปให้พ้น" หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรเลย
"งั้นพันนึง!"ตาแก่เพิ่มวงเงิน
หญิงสาวเริ่มรู้สึกลังเล แต่แล้วก็ได้สติ "บอกว่าไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง"
"งั้นให้ห้าพันเลยเอ้า ขอจับนมแค่นิดเดี๋ยวเท่านั้น" ตาแก่ทำตาละห้อยขอร้อง
หญิงสาวนึกในใจว่า เขาแก่มากแล้ว ดูท่าทางก็ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร อีกอย่างเงินห้าพันนี่ ในสมัยโน้นก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยบอกไปว่า "ก็ได้แต่ให้จับแค่แป๊บเดียวนะลุง" ว่าแล้วหล่อนปลดสายบิกินนี่ท่อนบนออก แล้วตาแก่ก็สอดมือเข้าไปถูนวด ลูบคลำเต้านมของหญิงสาว
ลูบพลางก็รำพึงว่า "โอ พระเจ้า ! โอ พระเจ้า! โอ พระเจ้า!" ไม่ขาดปาก
ด้วยความสงสัย หญิงสาวเลยถามว่า "ทำไมลุงต้องพูดว่า โอ พระเจ้า ! โอพระเจ้า! โอ พระเจ้า! ด้วยล่ะลุง"
ตาแก่พึมพำตอบขณะที่มือยังลูบคลำบีบนวดเต้านมของหญิงสาว!โอ พระเจ้า โอพระเจ้า! โอ พระเจ้า ชาตินี้ลูกจะไปหาเงินห้าพันได้จากที่ไหน" ฮิๆๆๆๆ

27 มกราคม 2551

มือถือนี้ของใคร?

มือถือนี้ของใคร?

วันนึงผมไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ใกล้ที่ทำงาน ขณะที่อยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้น ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมหันไปมอง เห็นชายคนนึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นรับสาย และนี่คือบทสนทนาของเขา
"ฮัลโหล”
"หวัดดีค่ะที่รัก ยังอยู่ที่ฟิตเนสเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ”
“ดีจัง ดาวก็ยังอยู่ที่เซ็นทรัลเลยค่ะ เจอเสื้อตัวนึงซ้วยสวย ดาวอยากได้จัง ขอซื้อนะคะ”
“แล้วราคาเท่าไหร่ล่ะจ๊ะ”
“สองหมื่นกว่าเองค่ะ”
“ก็เอาสิ ถ้าคุณชอบนะ”
“แล้วชั้นล่างเค้าเอาบีเอ็มรุ่นใหม่มาโชว์ สวยมากเลยค่ะ ดาวคุยกับเซลส์แล้ว เค้าบอกถ้าจองวันนี้เค้าจะให้ราคาลดพิเศษสุดเลย…”
“เขาให้ราคาเท่าไหร่ล่ะ”
“สี่ล้านสองเอง”
“โอเค แต่บอกเขาว่าราคานี้ต้องฟูลออปชั่นนะ”
“ดีใจจังเลย แต่ยังมีอีกอย่างค่ะ…”
“อะไรล่ะ”
“คุณอย่าหาว่าดาวยุ่งไม่เข้าท่าเลยนะคะ เมื่อเช้าดาวขับรถผ่านบ้านที่เราเคยไปดูกันเมื่อสองเดือนที่แล้ว ตอนนี้เขากำลังมีโปรโมชั่น ลดราคาลงมาตั้งเยอะแน่ะค่ะ…”
“เท่าไหร่ล่ะ”
“ยี่สิบห้าล้านถ้วน แถม…”
“เงินไม่ใช่น้อยเลยนะนั่น”
“แหมที่รักคะ ราคาเต็มเข้าตั้งสามสิบล้านเชียวนะคะ”
“ผมขอคิดดูหน่อยนะ”
“ที่รักคะ วันนี้โปรโมชั่นวันสุดท้ายแล้ว และสำนักงานขายเค้าก็กำลังจะปิดแล้วด้วย ตอนนี้เซลส์เขารอให้ดาวเขียนเช็คเงินมัดจำให้อยู่น่ะค่ะ”
“ก็แล้วแต่คุณละกัน”
“โอเคนะคะที่รัก วันนี้คุณน่ารักจังขอบคุณค่ะ บ๊ายบาย”
เขาวางโทรศัพท์ไว้บนม้านั่งเหมือนเดิมแล้วถาม




“ใครรู้บ้างครับว่าโทรศัพท์มือถือนี่ของใคร!!?”

23 มกราคม 2551

ในนี้มืดจังเลย

สตรีนางหนึ่งแต่งงานมีลูกแล้ว

และเธอก็มีชู้ด้วย 1 คน

ทุกวันพุธเธอจะพาชู้มาที่บ้านเพื่อทำการ(อ่ะนะ...รู้กานนนน)

และระหว่างนั้นเธอก็จะให้ลูกชายอายุ

8ขวบไปอยู่ในตู้เสื้อผ้า

พุธหนึ่งสามีเธอเกิดเลิกงานเร็วผิดปกติและกลับบ้านก่อนเวลา

เธอตกใจมากจึงรีบพาชายชู้มาหลบในตู้เดียวกะที่ลูกชายเธออยู่

พอตู้เสื้อผ้าปิดลงเด็กน้อยก็พูดขึ้นว่า

'ในนี้มืดจังเลยนะครับ'

'อื้อ นั่นน่ะสินะ'

ชายชู้ตอบ

'ผมมีลูกเบสบอลลูกนึง ขายให้คุณ 50ดอลล่า

เอามั้ยครับ?'

เด็กน้อยเสนอ

ชายชู้รีบตอบปฏิเสธทันที 'ไม่เอาเว้ย ขายขูดรีดกันนี่หว่า'

'งั้นผมไปบอกพ่อดีกว่าว่าคุณอยู่ในนี้

'เออ เอามาก็ได้วะ' ชายชู้จำยอม

พุธต่อมาก็เกิดเหตุการแบบเดียวกันขึ้นอีก ชายชู้จึงถูกพาไปหลบในตู้เสื้อผ้าเดิม

'ในนี้มืดจังนะครับ' เด็กชายพูดขึ้น

'เออ นั่นสินะ' ชายชู้กัดฟันพูด

'ผมมีไม้เบสบอลจะขายคุณ 50ดอลล่า เอามั้ยครับ?'

'เอามาเล้ย'

ครั้นพุธต่อมาผู้เป็นสามีลาพักร้อน เขาชวนลูกชาย

'นี่ลูก พ่อว่าเราไปเล่นเบสบอลกันดีมั้ย?'

เด็กชายตอบว่า 'ไม่ได้หรอกพ่อ

ผมขายไม้กะลูกบอลไปแล้วในราคา100 ดอลล่า

ผู้เป็นพ่อโกรธมาก

'แกนี่ทำแบบนี้ได้ยังไง แกไปหลอกขายใครเข้า

มันเป็นบาปรู้มั้ย

และพระผู้เป็นเจ้าจะไม่ยอมรับลูกขึ้นสวรรค์

มานี่พ่อจะพาไปโบสถ์

ที่โบสถ์......

ผู้เป็นพ่อพาเด็กชายมาที่ห้องสารภาพบาปซึ่งเป็นห้องที่เล็กๆและค่อนข้างมืด

'เอ้า เข้าไป แล้วบอกหลวงพ่อไปซะว่าแกทำบาปอะไรมา'

เด็กน้อยเข้าไปในห้องนั้นและประตูก็ปิดลงทิ้งให้เด็กชายอยู่ในความมืด

เด็กน้อยรู้สึกกลัวจึงรำพึงออกมา

'ในนี้มืดจังเลย...'

ทันใดนั้นบาทหลวงก็ตอบกลับมาว่า

'มึงจะเอาอะไรมาขายกูอีก?'

22 มกราคม 2551

กลเม็ดแก็งค์ล้วงกระเป๋า

จากข่าวเบื้องหลังการล้วง.......”มนตรี รุ่งรัศมี” หรือ “อ๊อด” หนุ่มใหญ่วัย 32 ปี ชาวกรุงเก่า ผู้พลิกผันจากงานชิปปิ้งมาเป็นแก๊งล้วงกระเป๋าตั้งแต่เขามีวัยเพียง 18 ปี หลังจาก ‘จุดประกาย‘ ได้ติดต่อขอให้เขาเปิดเผยเรื่องราวไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้คนในสังคมต้องตกเป็นเหยื่อ

เขาทำงานเป็นชิปปิ้งในการท่าเรือแห่งประเทศไทย รายได้ก็ตกราวเดือนละ 8,000-9,000 บาท ซึ่งก็พออยู่ได้ เพราะเขาพักอาศัยอยู่ในชุมชนคลองเตย ”อ๊อด” บอกแล้วก็เล่าต่อว่าพอเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ชีวิตก็ผกผัน รายได้ก็ลดน้อยลง จากจุดนี้เองทำให้เขาได้รู้จักเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่พักอาศัยอยู่ใกล้กันในชุมชนคลองเตยนั่นเอง ทุก ๆ วันเพื่อนรุ่นพี่คนนี้จะแต่งกายภูมิฐาน มีเงินใช้สอยไม่ขาดมือ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำงานอะไรเลย

กระทั่งวันหนึ่ง หลังจากรู้จักกันมากขึ้นแล้ว เพื่อนรุ่นพี่คนนี้ก็เอ่ยปากชักชวนให้เขาเข้าร่วม “แก๊งล้วงกระเป๋า” ผมกำลังตกงาน ไม่มีเงินใช้ ก็เลยตกลงรับปากเข้าร่วมแก๊งทันที หัวหน้าแก๊งก็จะสอนวิธีการล้วงกระเป๋าในเบื้องต้นให้ ก่อนที่จะให้เข้าร่วมปฏิบัติการล้วงกระเป๋า งานชิ้นแรกในการปฏิบัติการล้วงกระเป๋าที่ “อ๊อด” ได้รับมอบหมายก็คือ “‘กัน-ยืนบังเหยื่อไม่ให้รู้สึกตัว” โดยหัวหน้าจะเป็นคนล้วงกระเป๋าเอง

“อ๊อด” บอกว่าก่อนออกปฏิบัติการแต่ละครั้ง หัวหน้าแก๊งจะเรียกสมาชิกราว 5-6 คน มาประชุมหารือนัดแนะวิธีการทำงานก่อนที่จะแบ่งหน้าที่กันทำว่าใครต้องล้วง ใครต้องบัง ใครต้องรับของที่ล้วงมาได้แล้วหลบหนี เขาบอกว่าทุกครั้งที่พวกเขาออกปฏิบัติการ ทุกคนจะสวมเสื้อแขนยาว ผูกเนคไท ดูแล้วสะอาด ภูมิฐาน บางคนใส่สร้อยคอทองคำ สวมสร้อยข้อมือทองคำ ทำให้เห็นว่าเป็นคนมีฐานะ มีเงิน เพื่ออำพรางตัวเองไม่ให้คนสงสัยว่าเป็นพวกแก๊งมิจฉาชีพ

ช่วงเวลาลงมือก็จะเริ่มตั้งแต่ตีห้าไปจนถึงประมาณเจ็ดโมงเช้า อีกรอบตั้งแต่สี่โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึงค่ำ เพราะทั้งสองช่วงนี้ มีคนพลุกพล่าน ทุกคนจะรีบเดินทางกลับบ้าน จุดที่มีคนพลุกพล่านจะเป็นป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้า สยามสแควร์ มาบุญครอง เซ็นทรัล หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมทั้งสถานีรถไฟ สถานีขนส่งทุกจุดในกรุงเทพฯ พูดง่ายๆ ทุกจุดที่เป็นแหล่งชุมชน
ย่านที่คนอยู่หนาแน่นและพลุกพล่าน

สำหรับอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการล้วงกระเป๋าก็จะมีกระดาษหนังสือพิมพ์ สมุด เอกสารขนาดใหญ่ ถุงกระดาษ อย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับใช้ปิดบังตอนล้วงกระเป๋า เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็น เป้าหมายของพวกเราจะเน้นผู้หญิงแต่งตัวดี สะพายกระเป๋ามีราคา ดูแล้วมีฐานะ ไม่จำกัดอายุว่าจะต้องเท่าได โดยหัวหน้าจะเป็นคนคอยเล็งดูเหยื่อว่าคนไหน ถ้าเจอเหยื่อแล้วก็จะส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีมปฏิบัติการรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นใส่เสื้อสีอะไร แล้วลูกทีมก็จะเดินทางตามประกบ ถ้าเหยื่อขึ้นรถเมล์ ลูกทีมก็จะขึ้นตามไปยืนประกบทั้งข้างหน้าข้างหลัง เพื่อไม่ให้เหยื่อขยับตัวได้ จากนั้นหัวหน้าทีมผู้มีความชำนาญการล้วงกระเป๋าก็จะเดินเข้ามาหาเหยื่อแล้วใช้กระดาษที่เตรียมมายกขึ้นบัง มืออีกข้างหนึ่งล้วงเข้าไปหยิบกระเป๋าเงินออกมา “ผมบอกได้เลยว่าคนล้วงกระเป๋าเป็นคนมือเบาและรวดเร็วมาก จนเหยื่อไม่รู้ตัวเลย” อ๊อดยืนยันพร้อมกับบอกว่าเมื่อทำสำเร็จแล้วทุกคนก็ทะยอยกันลงจากรถเมล์ตามจุดต่าง ๆ ก่อนที่จะมาพบกันที่บ้านเพื่อแบ่งเงินกัน ทุกครั้งที่ทำสำเร็จหัวหน้าแก๊งจะไม่ยอมบอกว่าได้มาเท่าไร แต่จะแบ่งให้ลูกน้องคนละ 500.- - 1,000.- บาทเท่านั้น ก็แล้วแต่จำนวนเงินล้วงมาได้มากน้อยแค่ไหน บางครั้งล้วงกระเป๋ามาแล้วไม่ได้เงินเลยก็มี “รายที่ได้มากที่สุดมาจากบัตรเอทีเอ็มที่อยู่ในกระเป๋า มีหมายเลขรหัสมาด้วย ตอนนั้นไปกดเงินได้เกือบหนึ่งแสนบาท”

อ๊อดเล่าถึงปฏิบัติการล้วงกระเป๋าครั้งแรก โดยเขาบอกว่า เป็น ‘การเริ่มต้นฝึกน้องใหม่’ ว่า เกิดขึ้นที่ป้ายรถเมล์ ถนนพระราม 4 เพราะใกล้บ้านแล้วก็มีคนน้อย “ผมเริ่มทำงานครั้งแรกตื่นเต้น กลัวมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่ก็ต้องทำเพื่อเงิน ตอนนั้นทำกันเพียง แค่ 2 คน แต่จะมีหัวหน้าคอยสอนและชี้ให้จับเหยื่อว่าเป็นใคร คนไหน แต่งกายอย่างไร” เมื่อได้ ‘เหยื่อ’ ซึ่งเป็นผู้หญิงแล้ว เขาจะเดินตามประกบขึ้นรถเมล์ยืนอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา เมื่อหัวหน้าเดินถือกระดาษหนึ่งแผ่น เข้ามายืนข้าง ๆ เหยื่อแล้วใช้มือล้วงกระเป๋าเงินไป กระทั่งเขาเองยังไม่รู้เลยว่าหัวหน้าล้วงกระเป๋าเงินไปตั้งแต่ตอนไหน “ครั้งแรกผมได้ส่วนแบ่งเพียง 500.- บาทเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเงินที่ล้วงมาได้มีท่าไหร่” อ๊อดบอกพร้อมกับเล่าว่ากระเป๋าส่วนใหญ่ที่เขาล้วง ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อมักจะสะพายไว้ข้างลำตัวหรือไม่ก็ไพล่ไว้ข้างหลัง

ข้อมูลนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับคุณผู้หญิงเวลาขึ้นรถเมล์ แก๊งของอ๊อดจะปฏิบัติการล้วงกระเป๋าโดยไม่มีการกำหนดเวลาว่าวันละกี่ครั้ง บางวันทำงานแค่ครั้งเดียวได้เงินจำนวนมากก็พอใจแล้ว บางวันล้วงกระเป๋าแล้วไม่ได้เงินก็จะออกไปทำใหม่จนกว่าจะได้เงินเพียงพอ แต่จะไม่ล้วงกระเป๋าในสถานที่เดียวกันภายในวันนั้น ต้องเปลี่ยนไปทำที่อื่นแทน ถ้าล้วงกระเป๋าที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างมาบุญครองแล้วจะไม่กลับไปทำอีก ต้องไปทำที่อื่นก่อน พอผ่านไปประมาณหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนค่อยกลับมาหากินที่เดิมจะทำอย่างนี้เป็นประจำ

ถ้าทำที่เดิมเป็นประจำจะมีคนจำหน้าได้ หรือบางทีจะมีตำรวจสายสืบอยู่ พวกมิจฉาชีพจะรู้ว่านี่คือตำรวจ ก็จะไม่ลงมือทำงาน ‘อ๊อด’ ยอมรับว่าเคยมีบ้างเหมือนกันที่ล้วงกระเป๋าแล้วมีตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่จะมีวิธีการหลบหนีด้วยการโยนกระเป๋าที่ล้วงมาได้ให้กับเพื่อนร่วมทีมอีกคนวิ่งหลบหนีไปก่อน เพื่อนร่วมทีมที่เหลือก็จะแกล้งเดินชนตำรวจ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
หรือถ้าถูกจับก็ไม่มีของกลางแล้ว ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้

“ตั้งแต่ผมเข้ามาทำงานกับแก๊งล้วงกระเป๋ามาเกือบ 10 ปี ไม่เคยโดนถูกตำรวจหรือเหยื่อจับได้เลย ลูกพี่ผมเคยโดนตำรวจจับมาหลายครั้ง สุดท้ายพอออกมาได้แล้วก็มาทำเหมือนเดิมอีก เพราะพวกแก๊งล้วงกระเป๋าส่วนใหญ่จะติดเฮโรอีน เคยติดคุกมาก่อน เช่น พี่ยุทธ พี่ศักดิ์ พี่เป็ด พี่แดง พี่ปุ๊” อ๊อดยืนยัน เขาบอกว่าแก๊งล้วงกระเป๋าส่วนใหญ่พอได้เงินมาก็ซื้อผงขาว บางคนตายเพราะฉีดเฮโรอีนเกินขนาด บางคนมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่โต บางคนติดคุก บางคนแก่ตาย แต่เด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามายึดอาชีพแก๊งล้วงกระเป๋าก็ทำได้ไม่ดี เพราะไม่มีใครสอนวิชาให้ ประกอบกับเด็กรุ่นใหม่ใจไม่กล้าพอที่จะทำงาน อ๊อดบอกด้วยเสียงหนักแน่นว่าตอนนี้เขาหันหลังให้กับแก๊งล้วงกระเป๋าในชุมชนคลองเตยอย่างเด็ดขาดนานแล้ว เพราะถูกเอาเปรียบจากหัวหน้าแก๊ง เนื่องจากทุกครั้งจะแบ่งให้ลูกน้องแค่คนละ 500.- -1,000.- บาทเท่านั้น โดยไม่มีโอกาสรู้เลยว่าหัวหน้าได้เท่าไร ลูกน้องจะถูกเอาเปรียบตลอด

เขาบอกทิ้งท้ายเพื่อเตือนหญิงสาวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งล้วงกระเป๋าว่าควรสังเกตผู้ชายแต่งตัวดี ดูมีฐานะ ถือหนังสือตำราเรียน กระดาษ เอกสารขนาดใหญ่ ถ้าหากเดินเข้าใกล้ให้รีบหนีทันที โดยเฉพาะช่วงเวลาเย็น จะต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาของแก๊งล้วงกระเป๋าออกปฏิบัติการ ถ้าอยู่บนรถเมล์หรือยืนรอรถเมล์ ถ้าหากมีคนมายืนเบียดข้าง ๆ ตลอดเวลา จะต้องระวังให้ดี นักล้วงกระเป๋ากำลังเริ่มปฏิบัติการแล้ว

ปฏิบัติการล้วงกระเป๋าที่ได้รับการถ่ายทอดจากประสบการณ์ของ ’อ๊อด’ จะเป็นอุทาหรณ์เตือนให้ผู้หญิงได้มีความระมัดระวัง ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อของจิ้งจอกสังคมเมืองหลวง

15 มกราคม 2551

บัตรประจำตัวประชาชนชนิดใหม่

นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยออกบัตรประจำตัวประชาชนชนิดใหม่ ที่เรียกกันว่าสมาร์ทการ์ดนั้น เดี๋ยวนี้บัตรเดียวใช้ได้ทุกอย่าง บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีถูกยกเลิก บัตรรักษาพยาบาลไม่ต้องมี ไม่ว่าคุณจะอยู่ในโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคหรือไม่ก็ตาม เรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นกับ บุญโฮม แต่ไม่แน่...อาจเกิดขึ้นกับคุณด้วยก็ได้

กริ๊งงงง....กริ๊งงงง.....กริ๊งงงง....กริ๊งงงง...

พนักงาน : สวัสดีค่ะ พิซซ่าเวิลด์ ดิฉันสายคนึง ยินดีรับใช้ค่ะ

บุญโฮม : ขอสั่งพิซซ่าหน่อยครับ

สายคนึง : กรุณาแจ้งเลขประจำตัวประชาชนของคุณหน่อยค่ะ

บุญโฮม : อืมม์...เดี๋ยวๆ.. ถือสายรอสักครู่ อ้าา.. x xxxx xxxxx xx x

สายคนึง : คุณบุญโฮม ใช่ไหมคะ? คุณอยู่บ้านเลขที่ xx ซอยวิภาวี 47 แขวงทุ่งกาหลง เขตดอนกรุง หมายเลขโทรศัพท์บ้าน 02xxx xxxx หมายเลขที่ทำงาน 02xxx xxxx เบอร์มือถือ 081xxxxxxx คุณโทรมาจากบ้านใช่ไหมคะ?

บุญโฮม : เอ๊ะ นี่คุณรู้ได้อย่างไร? รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลของผมด้วย

สายคนึง : สายโทรศัพท์ของเราเชื่อมกับระบบฐานข้อมูลแห่งชาติค่ะ

สายคนึง : ขอโทษ คุณจะสั่งอะไรคะ?

บุญโฮม : ขอสั่งพิซซ่าทะเลสองถาด

สายคนึง : ไม่ได้ค่ะ นโยบายเราจะไม่ยอมให้ลูกค้าสั่งสิ่งที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกค้า ตามประวัติแล้ว คุณไม่เพียงแต่แพ้อาหารทะเล แต่คุณยังมีความดันโลหิตสูง และมีระดับคอเรสเตอรอล สูงเกินเกณฑ์อีกด้วยค่ะ

บุญโฮม : อะไรนะ? แล้วผมจะกินอะไรได้นี่?

สายคนึง : ดิฉันขอเสนอพิซซ่าสมุนไพร ดิฉันเชื่อว่าคุณต้องชอบแน่ๆเลยค่ะ

บุญโฮม : คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมต้องชอบ?

สายคนึง : ก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคุณยังไปยืมหนังสือ สมุนไพรไทย และ สมุนไพรยาอายุวัฒนะ จากหอสมุดแห่งชาติ นี่คะ

บุญโฮม : เอาล่ะๆ ผมยอมแพ้ ขอพิซซ่าสมุนไพรสองถาด เป็นเงินเท่าไหร่ครับ?

สายคนึง : สองถาดกำลังดีสำหรับคุณ ภรรยา และลูกสาวสองคน ทั้งหมด 540 บาทค่ะ

บุญโฮม : คุณรับบัตรเครดิตหรือเปล่า?

สายคนึง : ปกติเรารับบัตรเครดิตค่ะ แต่วันนี้เราขอโทษที่รับบัตรเครดิตคุณไม่ได้ เพราะคุณใช้เต็มวงเงินแล้ว นอกจากนั้น คุณยังมียอดหนี้ ค้างจ่ายตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้วอีก 24,754 บาท นี่ไม่รวมค่าผ่อนบ้านที่ยังค้างชำระ อีกสองเดือน ดังนั้นออร์เดอร์นี้คุณต้องชำระเป็นเงินสดค่ะ

บุญโฮม : อย่างนั้นผมจะไปกด เอทีเอ็ม เตรียมเงินสดไว้จ่ายตอนเด็กมาส่งพิซซ่า

สายคนึง : ดิฉันคิดว่าวันนี้คุณกดไม่ได้แล้วค่ะ เพราะคุณกดครบจำนวนเงินที่กำหนดแล้ว

บุญโฮม : เอาเถอะๆ คุณให้เด็กมาส่งเดี๋ยวนี้เลย ผมมีเงินสดจ่ายให้ก็แล้วกัน คาดว่าอีกนานเท่าไหร่?

สายคนึง : ประมาณ 40 นาฑีค่ะ แต่ถ้าคุณรอไม่ไหว คุณจะขี่มอเตอร์ไซค์มารับเองก็ได้นะคะ

บุญโฮม : หา... คุณว่าอะไรนะ?

สายคนึง : ก็คุณมีมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าอาร์เอฟ120 หมายเลขทะเบียน มยว xxx อยู่นี่คะ ถ้าคุณมารับเองจะเร็วกว่าค่ะ

บุญโฮม : โอเคๆ แล้วโค้ก สองกระป๋องที่จะแถมตามโปรโมชั่นยังมีอยู่หรือเปล่า?

สายคนึง : ตอนนี้เรายังแถมอยู่ แต่ขอโทษค่ะ เราคงแถมให้คุณไม่ได้ เพราะคุณมีประวัติเป็นเบาหวานเรื้อรังค่ะ

บุญโฮม : ปุดโธ่ไว้ย…จะเอายังไงกันเนี่ย

สายคนึง : ขอโทษค่ะ คุณใช้คำไม่สุภาพอีกทั้งๆที่เคยถูกภาคทัณฑ์จากศาลเมื่อ 13 มิถุนายน 2547 ในคดีมีปากเสียงกับเพื่อน

บุญโฮม : ??


**เรื่องจากคุณหมอไพศาล..ขอบคุณค่ะ**

"กลิ่น" สร้างรักและแรงปรารถนา

"กลิ่น" มีส่วนช่วยสร้างความรู้สึกที่ดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับคู่รัก เห็นมีหลายคู่ทีเดียว ที่โผเข้าหากันเพราะใช้ กลิ่นสะอาดหรือกลิ่นหอม รัญจวนใจเป็นแม่เหล็กดึงดูดเข้าหากัน

ส่วนคู่ไหนที่ยังไม่เคยลองใช้กลิ่นมาปลุกใจ ให้เกิดความรู้สึก ต้องการอยู่ใกล้ชิดกันละกันบ้างเลย ก็รีบทำซะสิท่าน จะรอช้าอยู่ไย อย่างน้อยจะ เริ่มด้วยการอาบน้ำให้สะอาดก่อน แล้วค่อยถลาไปเข้าใกล้ คนที่เรารักก็ได้ เพราะกลิ่นจากสบู่ หรือเจลอาบน้ำไม่ว่าชนิดไหน ยี่ห้อใด โดยมากมักส่งกลิ่นหอมชวนให้เข้าใกล้ทั้งนั้น เลือกใช้ซะชนิดนึงละกัน อย่าปล่อยให้ตัวเองเหม็นสาบอยู่เลย

เอ แต่อย่าประมาทกลิ่นสาบ ๆ อย่างกลิ่นตัวตอนเหงื่อไหลไคลย้อยเชียว เห็นมีบางคนนิยมชมชอบกลิ่นธรรมชาติแบบนี้จนสามารถจุดพลังรักได้ก็มี พิลึกมะ เค้าว่า มีสาวไม่ใช่น้อยชอบอยู่ใกล้แฟนในตอนที่เขาเพิ่งกลับมาจากทำงานเหนื่อย ๆ ชนิดไม่ทันได้อาบน้ำล้างความเหนื่อยล้าของวันด้วยซ้ำ แต่คุณเธอจะปรี่เข้าหาเขาเพราะกลิ่นกายอันชุ่มโชกไปด้วยคราบไคลนี่แหละ เธอถือว่าเขาเป็นคนแมน แม้น แมนอย่าให้เซด เฮ้อ สาวอะไรชอบกลิ่นหื่น เอ้ย กลิ่นหืนก็มีด้วย

แต่ในเมื่อผู้คนส่วนมากชอบกลิ่นสะอาดมากกว่า จึงอยากเล่าเรื่อง กลิ่นชวนให้ใจเตลิด ดีกว่า (fragrances that turn women on) ว่ากันว่า ฝ่ายหญิงจะเลือกใครเป็นแฟนสักคน ปัจจัยนึงที่มีส่วนนำมาใช้ในการตัดสินใจครั้งสำคัญนั้นย่อมได้แก่กลิ่นนั่นเอง กลิ่นหอมจึงมีผลต่อจิตใจ, อารมณ์และความ รู้สึกของผู้หญิงแน่นอน

อย่าว่าแต่ผู้หญิงชอบกลิ่นหอมของเพศตรงข้ามเลย แม้แต่ ตัวเธอเองก็สนใจที่จะสร้างความหอมให้เนื้อตัวของเธอเหมือนกัน แถมความหอมนี่ก็แปลก เพราะทำให้เชื่อว่าตัวเองสะอาดอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่อาจเป็นแค่การอาบแห้ง คือไม่ได้อาบน้ำทำความสะอาด ตัวอย่างเป็นจริงเป็นจังหรอก แต่ใช้น้ำหอมมาฉีดใส่ หรือใช้สติ๊กระงับกลิ่นเหงื่อ เท่าเนี้ยก็รู้สึกสะอาดแบบปลอม ๆ ได้แล้ว

ด้านบุรุษก็สามารถใช้กลิ่นเป็นเทคนิคเรียกร้องความสนใจ จากอิสตรีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมสำหรับผู้ชาย แต่แปลกนะว่า ทำไมต้องมีการแบ่งน้ำหอมสำหรับผู้หญิง ผู้ชายด้วย เพราะเห็นหนุ่ม ๆ มาใช้น้ำหอมของสาว ๆ และสาว ๆ ไปใช้น้ำหอมของเพศตรงข้ามก็มี ของแบบนี้น่าจะขึ้นอยู่ที่ความชอบของแต่ละคนมากกว่า

บ้างก็ว่าน้ำหอมของผู้หญิงน่ะฉุนกึก แต่บางคนกลับบอกยิ่งฉุนยิ่งดี ของแบบนี้นานาจิตตัง ต่อมาก็เป็นอาฟเตอร์เชฟ และ สเปรย์ ระงับกลิ่นกาย ที่เผลอ ๆ เดี๋ยวนี้อาฟเตอร์เชฟบางขวดหอมกว่าน้ำหอมซะอีก ในเมื่อมีสิ่งที่ช่วยกลบกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ตั้งเยอะแยะ ฉะนั้น ใครที่ซกมก ก็อย่าหาข้ออ้างว่าทำไมตัวเองถึงยังเหม็นอยู่เลย ยังไงก็สงสารแฟนหรือคนใกล้ชิดมั่ง

นอกเหนือจากการสร้างกลิ่นกายให้หอมกรุ่นข้างต้นแล้ว สิ่งที่ยังส่งกลิ่นหอมให้อารมณ์ดียังมีอีกดังนี้ น้ำอบและแป้งร่ำสำหรับวันสงกรานต์งี้, น้ำมันนวดตัวเพื่อความงาม, เทียน (ไข) หอม, สเปรย์ปรับกลิ่นในห้อง หรือในรถ แม้แต่ธูปก็ด้วย

กลิ่นหอมมีข้อดีตรงที่สร้างความสบายใจ ความสงบ ความเยือกเย็น ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย จนสาวบางคนเมื่อรู้สึกเช่นนี้แล้วอาจมีใจนำไปสู่ ความสัมพันธ์ทางกายด้วยก็ได้ ฮั่นแน่

ส่วนกลิ่นที่มีแนวโน้มเร้าใจได้เป็นอย่างดี ก็เช่น
1. กลิ่นช็อกโกแลต หรือกลิ่นวานิลลา
ทั้งสองล้วนเป็นกลิ่นที่สร้างความรู้สึกหอมหวาน ชวนดมและอบอุ่น หนำซ้ำ กลิ่นหอมเหล่านี้ยังกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของทั้งหญิงและชายได้อีกด้วย

2. กลิ่นดอกมะลิ
เชื่อกันว่า กลิ่นของดอกมะลิ กระตุ้นให้ ผู้ใช้อยากเปิดใจ ลองทำอะไรที่แปลกแตกต่างจากความเคยชินเดิม ๆ แถมดอกมะลิยังหาได้ไม่ยาก เพราะมีวางขายทั่วทุกหนแห่ง จะลงมือปลูกเองก็ยังได้ แต่ความหอมของมันนี่สิ ไม่เป็นรองน้ำหอมที่วางขายราคาแพงก็ละกัน

3. กลิ่นเปปเปอร์มินต์
เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่น ชวนให้ แจ่มใส แถมช่วยให้ผู้ได้สูดดมรู้สึกตื่นอยู่ ตลอดเวลา (ตาสว่างเลยล่ะ) กระตือรือร้น และคึกคัก รวมทั้งอยากเข้าใกล้ ซึ่งเป็นความรู้สึกดี ๆ ทั้งนั้นเลย สามารถเลือกกลิ่นมินต์ได้มาก มายจากหมากฝรั่ง, เทียนไข, น้ำมันหอม ฯลฯ ล่าสุดแผ่นบางใสระงับกลิ่นปากที่เป็นกลิ่นมินต์ก็มี แถมให้ความรู้สึกเย็นซาบซ่าอีกด้วย

4. กระดังงา กุหลาบ ดอกราตรี ฯลฯ
กลิ่นดอกไม้สด ช่วยให้ผู้สูดดมสดชื่น กระปรี้-กระเปร่า หนำซ้ำกลิ่นธรรมชาติที่หอม ๆ นะ (เว้นกลิ่นตด) ทำให้เกิดความผูกพันกับธรรมชาติ อยู่กับดอกไม้ แล้วมีความสุขประมาณนั้น บางแห่งก็เชื่อกันว่า กลิ่นหอมแนวนี้ถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพูดจาเกี้ยว พาราสีได้เหมือนกัน

ถ้าชอบกลิ่นหอมละก็ดีไป แต่ขืนมีพฤติกรรมสุดทนสำหรับบางคนต่อไปนี้ ย่อมไม่ดีแน่ เช่น เป็นหนุ่มเจ้าสำอาง ไมร่า วัย 28 เล่าว่า "ตอนที่ฉันแวะไปหาบ๊อบที่บ้าน ฉันอดสังเกตไม่ได้ว่า ชั้นวางของในห้องน้ำของเขาเต็มไปด้วยอุปกรณ์ประทินโฉม ทำเอาฉันตาโตเท่าไข่ห่านไปเลย เขายอมรับว่าชอบใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เพราะใคร ๆ ก็ชอบใช้เครื่อง สำอาง

กระทั่งฉันชวนเขามาค้างที่บ้าน เขาหิ้วกระเป๋าใบโตที่เต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้มาด้วย ฉันจึงรู้ว่า กิจวัตรความงามก่อนนอนของเขาใช้เวลากว่า 15 นาที ทั้งขัดผิวหน้า ถอนขนส่วนเกิน ทาโลชั่น และอื่น ๆ อีกจิปาถะ เขาดูแลกลิ่นกายและทะนุถนอมผิวพรรณเก่งกว่าผู้หญิงซะอีก ฉันงี้ทึ่งไปเลย แต่ไม่กล้าคว้ามาเป็นแฟน"

อนามัยสุดกู่ ไดแอน สาววัย 27 เล่าว่า "ฉันรู้ซึ้งตั้งแต่นัดเที่ยวกับไมค์แล้วว่า เขาหมกมุ่นกับการทำให้มือสะอาด เขาพกเจลล้างมือที่ไม่ต้องใช้น้ำอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่เขาหยิบเงิน, จับลูกบิดประตู หรือกินมันฝรั่งทอด, คุกกี้ และพิซซ่า หลังจากนั้นเขาต้องล้างมือหลายครั้งแล้วดมดูว่าสะอาดจริงไหม" โถ กลิ่นสะอาดไว้ใช้เพิ่มความผูกพันทางจิตใจก็พอ แต่อย่าเว่อ

14 มกราคม 2551

KFC กับ หลวงพ่อ

หลังจากเฝ้าดูยอดขายที่ตกต่ำลงมา 3 เดือน ของไก่ทอดเคนตั๊กกี้ ผู้พันแซนเดอร์ส (คนคิดสูตร KFC) ได้โทรศัพท์หาพระสันตปาปาเพื่อขอความช่วยเหลือ
พระสันตปาปากล่าว : "พ่อจะช่วยอะไรลูกได้บ้าง"
ผู้พันตอบ : "ผมอยากให้คุณพ่อช่วยเปลี่ยนบทสวดประจำวันจาก ขอบคุณพระเจ้า ที่ประทานขนมปังให้แก่เรา เป็นขอบคุณพระเจ้าที่ประทานไก่ทอดให้แก่เรา" "ถ้าหากคุณพ่อทำได้นะ ผมจะบริจาคให้วาติกัน 10 ล้านดอลลาร์"
พระสันตปาปาตอบ : "พ่อเสียใจนะลูก นั่นเป็นบทสวดของพระผู้เป็นเจ้า พ่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก"
หลังจากนั้นอีกเดือนหนึ่ง ยอดขายก็ตกต่ำลงกว่าเก่าอีก
ผู้พันเริ่มเครียด จึงโทรหาพระสันตปาปาอีกครั้ง
ผู้พัน : "ฟังนะครับคุณพ่อ ผมต้องการความช่วยเหลือของท่านมาก ผมจะบริจาค 50 ล้านดอลลาร์ถ้าท่านเปลี่ยน คาถาในบทสวดจาก "ขนมปัง" เป็น "ไก่ทอด" เท่านั้นเอง "
พระสันตปาปาตอบกลับมาว่า : "ลูกเริ่มทำให้พ่อลังเลแล้วนะ ผู้พันแซนเดอร์ส โบสถ์สามารถใช้เงินที่ลูกบริจาค ทำประโยชน์แก่สาธารณชนได้มากมาย
แต่พ่อคงต้องขอยืนกราน นั่นเป็นบทสวดของพระผู้เป็นเจ้า พ่อคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้"
ผู้พันแซนเดอร์สต้องผิดหวังกลับไปอีกครั้ง แต่เมื่อสองเดือนผ่านไปพร้อมกับยอดขายที่ย่ำแย่ถึงขีดสุด
ผู้พัน : "คุณพ่อครับ นี่เป็นคำขอร้องครั้งสุดท้าย ถ้าพ่อเปลี่ยนคำในบทสวดจาก "ขนมปัง" เป็น "ไก่ทอด" ผมจะบริจาคให้สำนักวาติกัน 100 ล้านดอลลาร์"
พระสันตปาปาตอบ : "ขอเวลาพ่อคิดก่อนนะ แล้วพ่อจะติดต่อกลับไป"
วันต่อมา พระสันตปาปาเรียกประชุมบิชอปทั้งหมดในคณะและเริ่มแถลงว่า "พ่อมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายนะ ข่าวดีคือ KFC กำลังจะบริจาคเงิน ให้สำนักวาติกันของเรา 100 ล้านดอลลาร์"
เหล่าบิชอปต่างพากันปลาบปลื้มกับข่าวดีนี้
บิชอปท่านหนึ่งจึงถามถึงข่าวร้ายบ้าง พระสันตปาปาตอบ :
"ข่าวร้ายก็คือ เราคงต้องยกเลิกสัญญากับ บริษัทขนมปังฟาร์มเฮาส์แล้วน่ะสิ

13 มกราคม 2551

ผลจากการกินไก่

เด็กชายบุญล้วน กับเด็กหญิงสายเจียม เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็กเพราะพ่อแม่ของพวกเขาทำงานและกินอยู่กับฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดยักษ์ของบริษัท ซีบีฟาร์ม เมื่อทั้งคู่ต้องไปโรงเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากฟาร์มเท่าไรนัก พวกเขาก็เรียนอยู่ชั้นและห้องเดียวกันมาโดยตลอด เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันคนทั้งสองก็จะเอาปิ่นโตอาหารที่พ่อแม่เตรียมมาจากบ้านขึ้นมากินพร้อมกันทุกวัน แน่นอนอาหารที่อยู่ในปิ่นโตจะต้องเป็นไก่ทุกมื้อ เหตุการณ์ผ่านไปหลายปีจนกระทั่งทั้งคู่อายุได้ 12 ขวบ เที่ยงวันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น เด็กชายบุญล้วนสังเกตว่าอาหารในปิ่นโตของเด็กหญิงสายเจียมไม่ใช ่ไก่

บุญล้วน : เธอไม่กินไก่แล้วหรือ ?

สายเจียม : ฉันไม่กินไก่อีกแล้ว เพราะฉันสังเกตเห็นว่าที่ตรงนั้นของฉันมันขึ้นขน สงสัยจะกินไก่มากไป

บุญล้วน : ขอฉันดูหน่อยได้ไหม ?

เด็กหญิงสายเจียมดึงกระโปรงของเธอขึ้น เด็กชายบุญล้วนเห็นขนที่ตรงนั้นตามที่เธอบอก

บุญล้วน : เออ จริงด้วยซี แต่แปลกแฮะฉันไม่เห็นเป็นอย่างเธอ

หลังจากวันนั้นเด็กชายบุญล้วนยังคงกินไก่เป็นอาหารกลางวันต่อไป ในขณะที่เด็กหญิงสายเจียมไม่ยอม กินไก่อีกเลย เหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งปี เที่ยงวันหนึ่งเด็กหญิงสายเจียมสังเกตเห็นว่าเด็กชายบุญล้วนไม่
ได้เอาไก่มากินเหมือนเช่นที่เคย

สายเจียม : เธอไม่กินไก่อีกแล้วหรือ ?

บุญล้วน : อ๋อ ฉันไม่กินแล้วเพราะฉันก็มีขนขึ้นที่ตรงนั้นเหมือนกัน

สายเจียม : ขอฉันดูหน่อยได้ไหม ?

เด็กชายบุญล้วนดึงกางเกงเขาลงมา เด็กหญิงสายเจียมเห็นเข้าถึงกับตาค้าง

สายเจียม : แย่แล้ว ฉันว่าเธอหยุดกินไก่ช้าไปหน่อยนะ เพราะไม่ใช่แค่ขนงอกออกมาเท่านั้น ตอนนี้ คอไก่มันก็ออกมาด้วยแถมยังมีกึ๋นออกมาอีกสองลูกต่างหาก

11 มกราคม 2551

ข้อความบังเอิญ

“มีคนเคยบอกว่า...ชีวิตคือความบังเอิญ..แต่ความบังเอิญบางครั้งก็เปลี่ยนแปลง..มุมมองเราใหม่ทั้งชีวิต”

ผมไม่เคยเชื่อในข้อความนี้...จนกระทั่งวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่ผมเปิดมือถือขึ้นตอนเช้า

ผมได้รับข้อความ SMS บอกว่า ผมมีข้อความเสียงฝากไว้ ใน Voice Mail Box ของผมให้โทรเข้าไปฟัง...


ผมกด เข้าไปฟัง แต่พอฟัง...ผมกลับรู้สึกแปลกใจใหญ่เพราะเสียงของคนที่ฝากข้อความไว้นั้นผมไม่คุ้นเอาเสียเลย...

และยิ่งฟังข้อความที่ฝากไว้...ยิ่งน่าจะไม่เกี่ยวกับผมเลยด้วยซ้ำ แต่เสียงเศร้า ของชายสูงวัยนั้น ทำให้ผมสะดุดใจผมอย่างยิ่ง

“ชัย...นี่พ่อนะ พ่อพยายามติดต่อลูกหลายครั้ง แต่ติดต่อไม่ได้ คือ พ่อต้องเข้ารพ.ไปผ่าตัดอาทิตย์หน้า และหมอให้พ่ออยู่ที่

โรงพยาบาลตั้งแต่พรุ่งนี้..ที่บ้านไม่มีคนอยู่..ถ้าลูกว่างก็แวะมาได้ที่ โรงพยาบาลโคราช บางทีพ่ออาจจะเหลือเวลาไม่มาก......”

เสียงปลายทาง..สิ้นสุดลง ผมอึ้งและ...งง กับข้อความที่เพิ่งฟังจบไป อยู่พักหนึ่ง

ผมไม่ได้ชื่อชัย...และผม ก็ไม่มีพ่ออยู่โคราช พ่อผมเสียไปนานมากแล้ว...

ผู้ชายคนนั้นคง..กดเบอร์โทรผิด ผมคิดแค่นั้น และพยายามไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งฟังมา

ทำไมต้องสนใจ????..มันไม่เกี่ยวกับผม..!



แต่ตลอดวันนั้น เสียงล้าๆ เหนื่อยๆ ของชายคนนั้นที่ฝากไว้ใน Voice Mail Box วนเวียนเข้ามารบกวนใจผมเป็นระยะ...

ผมได้แต่คิดว่า ผมมีสิทธิ์ที่จะลืมมัน? มันไม่ใช่หน้าที่อะไรของผมที่จะต้องสนใจ กับแค่การฝากข้อความผิดเบอร์...

แต่ประโยค “บางทีพ่ออาจจะเหลือเวลาไม่มากนัก......” มันทำให้ผมรู้สึกแย่ หากไม่ลุกมาทำอะไรสักอย่าง

ผมตัดสินใจโทรกลับไปที่หมายเลขที่โทรมาฝากข้อความไว้....ซึ่งเป็นโทรศัพท์บ้าน...

ผมโทรไปหลายต่อหลายครั้ง ไม่มีคนรับสาย....ใช่ป่านนี้เค้าคงอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

ผมได้แต่ถอนใจและพยายามบอกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว...



แต่ตอนเย็นของวันนั้น ในที่สุด ความสำนึกดี..(ที่มีอยู่ไม่มากนักในตัวผม)

ก็(ดัน) ดลบันดาลในให้ผม หาทางออกได้ว่า ผมน่าจะลองโทรไปหาเบอร์มือถือที่ใกล้เคียงกับผมดู

เผื่อบางที อาจจะมีเบอร์ใด...ที่อาจจะเป็น ลูกชายของคนที่ฝากข้อความไว้ก็ได้

เพราะถ้ากดผิดได้แสดงว่าหมายเลขคงจะห่างกันไม่มาก

ผมตัดสินใจไล่...กดเบอร์มือถือ ที่ใกล้เคียงกับเลขหมายโทรศัพท์ของผม ตั้งใจว่าจะกด แค่สิบเบอร์แรก...เท่านั้น

โดยเรียงจากเลขที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด...ผมทำมันด้วยความไม่เต็มใจเท่าไหร่นักหรอก..

เพราะมันไม่สนุกเลยที่คุณจะต้องโทรไปหาใครที่ไม่รู้จักแล้วบอกเค้าว่า



“สวัสดีครับ คุณชื่อชัยหรือเปล่าครับ...ผมเป็นคนที่มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ใกล้เคียงกับคุณ คือ คุณพ่อคุณคงกดเบอร์ผิด

และฝากข้อความไว้ที่ Voice Mail ของผม คือ ท่านบอกว่า เค้ากำลังจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลทีโคราชอาทิตย์หน้า....”



ทายซิครับ...ผมได้รับคำตอบ....อะไรบ้าง?

บ้างก็วางสายใส่อย่างไม่ปราณี...

บ้าง..ก็ถามกลับมาว่า คุณบ้าหรือเปล่า?

แต่คำตอบยอดนิยมที่ผมได้รับ...คือ....“ขอโทษนะค่ะ...ดิฉันไม่ซื้อประกันตอนนี้...และทำบัตรเครดิตครบทุกธนาคารแล้วค่ะ”



ผมอยากจะบ้าตาย..ผมไม่ได้พูดอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องประกัน กับ บัตรเครคิตซะหน่อย..เฮ้อ...

บางที...คนสมัยนี้ คงยุ่งเกินกว่าที่จะ คุยกับคนแปลกหน้า..ก็ได้...มั้ง……

ผมนึกโกรธ เจ้าความสำนึกดีในตัวเอง...ที่มันยังดึงดันพยายามต่อ...

จากที่ตั้งใจว่า จะโทรแค่ 10 เบอร์ที่ใกล้เคียงเท่านั้น แล้วผมก็ลามปราม...โทรไปถึง..สามสิบเบอร์

แต่ในที่สุด..ผมก็ต้อง..ถอนใจ ...หมดหวัง..เมื่อเบอร์สุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้



ผม...ตัดสินใจฝากข้อความ Voice Mail ของหมายเลขที่ผมลองสุ่มโทรไป... ด้วยประโยคที่ผมพูดซ้ำกันมากกว่า 30 รอบ อย่างเชี่ยวชาญ

“สวัสดีครับ คุณชื่อชัยหรือเปล่าครับ...ผมเป็นคนที่มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ใกล้เคียงกับคุณ คือ คุณพ่อคุณคงกดเบอร์ผิด

และฝากข้อความไว้ที่ Voice Mail ของผม คือ ท่านบอกว่า เค้ากำลังจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลทีโคราชอาทิตย์หน้า....”

ผมวางสาย...เบอร์โทรที่เป็น...เป้าหมายสุดท้าย...เสร็จสิ้นไปแล้ว...

ผมพยายามปลอบใจตัวเองว่า...ผมทำดีที่สุดแล้ว...และไม่ควรรู้สึกผิดอะไรอีก

ผมหลับตานึกภาพพ่อของคนที่ชื่อชัย....ที่ต้องนอนป่วยโดดเดียวที่โรงพยาบาล

ผมได้แต่หวังว่า เค้าจะมีช่องทางการติดต่อสื่อสารอย่างอื่นที่ทำให้สองคนนี้ได้คุยกันได้

แต่แล้ว...สวรรค์ ก็คงมีตาอยู่บ้าง...

(จริงๆผมว่า สวรรค์น่าจะมี Call Center เพราะถ้ามีแค่ตาบางทีอาจจะมองไม่เห็นทุกคนที่เดือดร้อน...)



แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์จากเลขหมายหนึ่งเข้ามา.... นั่นคือ...เลขหมายสุดท้ายที่ผมฝากข้อความไว้ใน Voice Mail นั้นเอง

“ขอโทษนะครับ...คุณใช่คนที่ฝากข้อความไว้ใน Voice mail ของผมหรือเปล่า? ผมชื่อชัย…”

และแล้ว...ภาระกิจอันยิ่งใหญ่...ของผมก็สำเร็จ...เมื่อคนที่ชัยโทรกลับมาจริงๆ



แม้ในน้ำเสียงของเค้าดูจะไม่ค่อยไว้วางใจกับเรื่องที่ผมเล่าเท่าไหร่...และยังสงสัยอยู่หลายประเด็น

แต่เมื่อผมบอกว่า...เขาสามารถโทรไปสอบถาม ที่โรงพยาบาลโคราชได้ว่ามีชื่อพ่อเค้าอยู่หรือเปล่า

เขาวางหูและเงียบหายไปพัก...และโทรกลับมาขอบคุณผม

เพราะที่โรงพยาบาลโคราชยืนยันว่ามีคนป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่ชื่อตรงกับคุณพ่อของเค้าจริงๆ

ผม...อึงไปพัก..เมื่อรู้ว่า...น้ำเสียงล้าๆ...ที่ผมได้ยินจาก Voice Mail Box นั้นเกิดจากการเป็นโรคร้ายระยะสุดท้าย..

ชัยรีบเดินทางกลับไปโคราช เขาไปถึงก่อนที่พ่อจะผ่าตัด..



แค่หนึ่งวัน ชัย โทรมาขอบคุณผมอีกครั้ง

เขาเล่าว่าสาเหตุที่..เขาต้องปิดมือถือ หนีหน้าครอบครัว..และคนอื่น..

เพราะธุรกิจที่เขาที่กรุงเทพมีปัญหา...เขาต้องหนีเจ้าหนี้...ที่ตามทวงอย่างหนัก

เขาบอกว่า...แต่สิ่งที่โชคดีที่สุดของเขา..ตอนนี้ อย่างน้อย เขาก็ได้มีเวลาได้ดูแลพ่อ แม้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก็ตาม

ผมยังเก็บข้อความเสียง ของคุณพ่อของชัยเอาไว้ และ แอบกด เข้าไปฟังอีกหลายครั้ง

เพราะ ท่ามกลางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย..จนไม่มีเวลาจะสนใจคนอื่น..ของผม



ข้อความเสียงนั้น ใน Voice Mail Box ที่ผมได้รับโดยบังเอิญนั้น...คอยเตือนให้ผมรู้ซึ้ง ถึงความหมายของคำว่า

“การที่เรายอมลำบากเพียงเล็กน้อย...เพื่อคนอื่นบ้างนั้น

ใครจะรู้ว่า...บางที มันอาจจะหมายถึงสิ่งที่มีค่าที่สุดของอีกคนหนึ่งก็ได้” จากคุณ : Why You & I - [ 6 ธ.ค. 50 18:57:44 ]

9 มกราคม 2551

แหวนแต่งงานทำไมต้องใส่นิ้วนาง

ไม่ใช่แค่เพราะเราเรียกมันว่า ring finger แน่ๆ มันต้องมี ความหมาย มากกว่านั้น

ทดลองพิสูจน์ความมหัศจรรย์ด้วยตัวเอง

ลอง แบมือ 2 ข้าง เข้าหากัน แล้ว งอ นิ้วกลางลง เอา หลังนิ้วกลาง ทั้ง 2 ข้าง มาชนกัน ทีนี้นิ้วที่เหลือ ก็คือ โป้ง/ ชี้/นาง/ ก้อย ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน ลอง ปล่อยนิ้วที่เอาปลายชนกัน ให้ออกจากกัน ทีละนิ้ว โดยที่ นิ้วกลางยังคงงอ แตะกันอยู่

จะพบว่า นิ้วชี้ ก็ปล่อยจากกันได้ / นิ้วโป้งก็ปล่อยจากกันได้/ นิ้วก้อย ก็ ปล่อยจากกันได้ อย่างสบายๆ แต่นิ้ว นาง กลับ ปล่อย ออกจากกันไม่ได้ นั่นเป็นเพราะ

- นิ้วกลาง แทน ตัวเราเอง

- นิ้วโป้ง แทน พ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป

- นิ้วชี้ แทน พี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง

- นิ้วก้อย แทน ลูก พอโตขึ้น ลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง / มีสังคม , ครอบครัว ของตัวเอง

- นิ้วนาง แทน "คู่ชีวิต" ทีนี้ก็เหลือแค่ " คู่ชีวิต" แล้วล่ะ ที่จะอยู่กับ เราไปจนแก่ til death do us part