อนาคตไทยมีสิทธิ์เหมือนฟิลิปปินส์ [12 พ.ย. 50 - 19:20]
คอลัมน์ เปิดฟ้าส่องโลก
สมัยเรียนชั้นมัธยมต้นที่ ร.ร.ขลุงรัชดาภิเษก จ.จันทบุรี ผมมีอาจารย์ผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อว่า เจียมอาต นิโรภาส ท่านจบการศึกษาวิทยา-ศาสตรบัณฑิตจากฟิลิปปินส์ ซึ่งในสมัยนั้น ฟิลิปปินส์เจริญทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม อย่างมาก
ฟิลิปปินส์เจริญสุดในยุคของมาร์กอสผู้ปกครองประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ.2508 ในยุคที่สองของมาร์กอส การกระจายทรัพยากรและอำนาจทางเศรษฐกิจมีน้อย ส่วนใหญ่กระจุกอยู่แต่ผู้คนในครอบครัวและพรรคพวกของมาร์กอส เมื่อฟิลิปปินส์แย่เพราะคอรัปชัน ก็มีกลุ่มฝ่ายค้านนอกสภาออกมาประท้วงรายวัน จนรัฐบาลไม่เป็นอันทำงาน ครั้นเห็นว่าประเทศไม่น่าจะไปไหว ก็มีผู้คนอีกหลายกลุ่มแก่งแย่งอำนาจรัฐ และแยกดินแดน มีการจัดตั้งกองทัพประชาชนใหม่ และกลุ่มแบ่งแยกดินแดนโมโร
บั้นปลายท้ายที่สุด มาร์กอสก็ถูกไล่ออกนอกประเทศ
พ.ศ.2541 โจเซฟ เอสตราดา ได้เป็นประธานาธิบดี คนที่ 13 คนนี้ขึ้นมาก็มีเรื่องราวฉาวโฉ่ด้านการรับค่าคุ้มครอง พ.ศ.2544 เอสตราดา และบุตรชายก็โดนจับข้อหาปล้นชาติ รับเงินสินบนจากหวยใต้ดิน บ่อน ภาษีบุหรี่ และจากนักธุรกิจ
พ.ศ.2544 ถึงยุคสมัยของนางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ฟิลิปปินส์ ก็อุบัติวัฒนธรรมของความขัดแย้งเป็นการถาวร ทุกครั้งที่ผู้อ่านท่านชะแง้แลข่าวฟิลิปปินส์ ก็จะพบมีแต่การประท้วงและความขัดแย้งภายใน
นิติภูมิไปร่วมงานวันชาติของฟิลิปปินส์เมื่อไม่กี่ปีก่อน รัฐบาลฟิลิปปินส ์จัดให้ผมได้ไปเยือนโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดของกรุงมะนิลา เห็นโรงเรียน อันดับหนึ่งของประเทศแล้วก็สงสารครับ หนังสือเก่า โต๊ะเก้าอี้ และอุปกรณ์ ทางด้านการศึกษาล้วนล้าหลังโบราณ นึกไม่ออกเลยครับว่า ประเทศนี้เคยรุ่งเรือง ด้านการศึกษามาก่อน ถึงขนาดว่า คนไทยในสมัยหนึ่ง ต่างแก่งแย่งแข่งขัน ชิงทุนกันเพื่อให้ได้ไปเรียนในฟิลิปปินส์
เมื่อวัฒนธรรมความขัดแย้งอุบัติ ก็จะกระจัดพลัดพรายกระจายขยายไปในทุกตรอกซอกอณูประเทศ คนฟิลิปปินส์เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เว้นวัน โดยไม่สนใจว่าจะมีอาหารจะตกลงไปในกระเพาะของตัวและครอบครัวหรือไม่
สัปดาห์ที่ผ่านมา ด.ญ.มาเรียนเนต แอมเปอร์ อายุ 11 ขวบ ขอเงินพ่อ 100 เปโซ (68 บาท) เพื่อจะนำไปเป็นค่าอุปกรณ์การเรียน แต่พ่อไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาให้ลูก ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ น้องมาเรียนเนตเขียนจดหมายบรรยายถึงความยากจนไว้หนึ่งฉบับ เล่าว่า พ่อป่วยมากจนทำงานไม่ไหว หนูและแม่ต้องตระเวนไปรับจ้างซักผ้า เพื่อหาเงินมารักษาพ่อ หนูอยากไปโรงเรียน แต่ไม่มีเงิน หนูขาดเรียนเป็นเดือนแล้ว วันอาทิตย์หนูอยากไปโบสถ์ แต่หนูไม่รู้ว่าจะหาเงินค่ารถไปโบสถ์มาจากที่ไหนเหมือนกัน
วัฒนธรรมของความขัดแย้งของผู้คนในสังคมเริ่มอุบัติตั้งแต่ พ.ศ.2529 ทำให้ในปัจจุบันทุกวันนี้มีคนฟิลิปปินส์กว่า 9 ล้านครอบครัวจนขนาดไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน ร้อยละ 14 ของประชากร 87 ล้านคนมีรายได้ไม่ถึงวันละ 1 ดอลลาร์ น้อยกว่า 35 บาท
ความน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดในชาติที่ไม่มีทางไป หนูมาเรียนเนตเขียนจดหมายลาตายจบ ก็ไปนำเชือกมาผูกคอและเธอก็พ้นความยากจนข้นแค้นภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
ผู้อ่านท่านที่ชอบศึกษาความเป็นไปของประเทศเปรียบเทียบ ท่านจะเห็นว่าในขณะนี้ ราชอาณาจักรไทยของเราเดินตามความเป็นไปเหมือนที่อุบัติในฟิลิปปินส์ตั้งแต่ พ.ศ.2529 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งต้องระวังนะครับ
เพียง 21 ปีที่มีแต่ความขัดแย้ง ฟิลิปปินส์จนลงมากถึงขนาดนี้ผู้อ่านท่านผู้รักประชาธิปไตย นับแต่นี้ต่อไป ผมขออนุญาตหยุดเขียนเปิดฟ้าส่องโลกและเปิดฟ้าภาษาโลกไปก่อน ด้วยจะไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม ปีนี้
สำหรับค่ำคืนนี้ ผมนิติภูมิ นวรัตน์ ขออนุญาตกล่าวคำว่านิทราราตรีสวัสดิ์ ขออำนาจเทวบริษัท ผู้อยู่ทุกแห่งหนตำบลสารวัตร จงอำนวยอวยชัยให้ผู้อ่านท่านที่เคารพจงประสบพบผลสมบัท ทุกทิวาราตรีมีแต่ความรื่นรมย์โสมนัส ทุกเมื่อเชื่อวันขอท่านมีโอกาสประกอบธรรมานุธรรม ปฏิบัติ พบปะผู้ใดขอให้ท่านเจอแต่คนที่มีใจประดิพัทธ์
แฮ่ๆ และสุดท้าย ขอท่านอ่าน “ไทยรัฐ” ตลอดไปด้วยครับ
นิทราราตรีสวัสดิ์ ลาไปก่อนครับ ลาไปแล้วครับ สวัสดีครับ.
นิติภูมิ นวรัตน์
ที่มา : http://www.thairath.co.th/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น