Google
 

30 มิถุนายน 2550

Voted best Joke of 2006 in the UK

A very loud, unattractive, hard-faced woman walks into Tesco with her two kids in tow, screaming obscenities at them all the
way through the entrance.
The door greeter says, "Good morning and welcome to Tesco, nice children you've got there. Are they twins?"

The fat ugly woman stops screaming long enough to snarl: "Of course they bloody aren't! The oldest is nine and the youngestis seven. Why the hellwould you think they're twins?..... Do you really think they look alike, you dickhead?"

"Absolutely not," replies the greeter, "I just can't believe anyone would shag you twice!"

ค่าธรรมเนียม Non-bank

พื่อทราบข้อมูลการคิดค่าธรรมเนียมถอนเงินจากตู้ATM ของ Non-bank (AEON)
เพื่อเป็นประโยชน์หากสามารถกำกับดูแล non-bank ได้ในอนาคตค่ะ

พี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ
เมื่อหลายวันก่อน ผมไปกดเงิน ผ่านตู้ ATM ของ AEON ที่ Big C
วงศ์สว่าง มา 2000 บาท เพื่อชำระค่าโทรศัพท์มือถือ โดยใช้บัตรเดบิต
(บัตรATM)ของธนาคารกรุง
ไทย
และวันนี้ เพิ่งเอาสมุดไป update พบว่า การกดตังค์ครั้งนั้น
มีการหักเงินอีกส่วนหนึ่งไปอีก 100 บาท ผมจึงได้สอบถามไปยังAEON
ได้คำตอบ ว่า"นั่นคือค่าธรรมเนียม ของการกดเงินด้วยบัตรต่างธนาคาร"
ฝากเรื่องนี้มาบอกกล่าวไว้
ถ้าไม่จำเป็นก็หลีกเลี่ยงไปกดตู้อื่นแทนละกันนะ
ธนาคารอื่น กด 3 ครั้งมั๊ง ถึงจะเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 3 บาท
แต่ตู้ ATM ของ AEON กดครั้งเดียวเสีย100 บาท
ทำอย่างกับว่าไปกู้เงินมันมาใช้) (มี e-mail เพื่อนไม่เยอะ
ฝากบอกต่อด้วยนะครับ

29 มิถุนายน 2550

ระวัง! ปลายปีน้ำถล่มเมือง

เหลือเชื่อ วิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ คำทำนายบังเอิญสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ ! เตือนปีนี้เมืองไทยจะประสบภัยพิบัติหนักสุด จับตาสิงหาคมถึงปลายปี น้ำท่วมใหญ่ เมืองกรุง....ไต้ฝุ่นถล่มอ่าวไทยซ้ำรอยสหรัฐ " สมิทธ" ระบุน้ำท่วมภาคเหนือเป็นสัญญาณเตือน !

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคเหนือ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์ สินอย่างไม่คาดคิด มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 50 ราย และสูญหายนับร้อยนั้น ทำให้หลาย หน่วยงานต้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ ซึ่งล่าสุดปริมาณน้ำท่วมขังยังไม่มีทีท่าจะลด ลงและสร้างความเดือดร้อนอย่างมาก .... ที่สำคัญมีการออกมาเตือนว่าอุทกภัยในปีนี้ อาจจะขยายวงกว้างมาถึงภาคกลางและกทมด้วย ขณะที่อีกกลุ่มไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้

สำหรับกลุ่ม นักธรณีวิทยาและอุตุนิยมวิทยา ที่เชื่อว่าจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับประเทศไทยหนักกว่าที่ผ่านๆ มายืนยันจากข้อมูลสถิติและเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลก โดยเฉพาะ ปรากฏการณ์ลานีญา หรือน้ำท่วมใหญ่พายุถล่มที่กำลังจะมาเยือนเมืองไทยในปีนี้ ซึ่งอีกกลุ่มหนึ่งมองว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นจะสอดคล้องกับคำทำนายหรือการตีความของไบเบิ้ลโค้ดอย่างไม่น่าเชื่อ...

เตือนคนไทยรับมือภัยพิบัตินับแต่นี้ ...
รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ศึกษาเรื่องภัยพิบัติกล่าวว่าจากข้อมูลที่ศึกษาเป็นการล่วงหน้าในปี 2007 ร่วมกับองค์กรนานาชาติที่ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก พบว่า....นับตั้งแต่ปีนี้การเกิดภัยพิบัติในไทยและทั่วโลกจะมีมากขึ้นถึง 20% ในทุกๆปีโดยเฉพาะประเทศจีนและยุโรปจะรุนแรงมาก

ทั้งนี้จากเหตุการณ์น้ำท่วมแผ่นดินถล่มใน จ.อุตรดิตถ์ เป็นปรากฏการณ์เชื่อมโยงกับความปรวนแปรของภูมิอากาศโลก ซึ่งมีสาเหตุจากภาวะโลกร้อนโดยตรง ขณะนี้กระ-แสน้ำในทะเลแปรปรวน ปรากฏการณ์ลานีญาจะทำให้ฝนตกมากในไทยและเพื่อนบ้านเช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ทางตอนใต้ของจีนโดยจะเกิดพร้อมๆ กับแผ่นดินถล่ม ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ที่นับแต่นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก

รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวอีกว่าจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปจะทำให้ฤดูร้อนในไทย อาจลากยาวจากเดือน มี.ค. เม.ย.ไปถึงเดือน พ.ค. โดยภาพรวมแล้ว ไทยจะมีฝนตกมากขึ้นและมีการแปรปรวน คือฝนตกมากขึ้นในทุกๆปีประมาณ 30% ถ้าเทียบกับช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จะทำให้เกิดภัยพิบัติก่อให้เกิดแผ่นดินถล่ม น้ำท่วมและภัยแล้งในปีเดียวกัน

" เรื่องภัยพิบัติเราคนไทยจะต้องเจอทุกปีและจะต้องมีการเตรียมพร้อม เผลอๆปีนี้ภาคกลางจะเจอค่อนข้างสูงโดยเฉพาะพายุไต้ฝุ่น หรือ Tropical Storm และพายุโซนร้อนที่มีกำลังแรงมากขึ้นและมีจำนวนมากขึ้น 10-20% ... ส่วนภาคอีสานให้ระวังในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และยังมีแนวโน้มมาทางอ่าวไทยซึ่งมาจากทิศตะวันตกมากขึ้น เพราะว่าเมื่อก่อนบ้านเราพายุไต้ฝุ่นเข้าทางดานัง แหลมญวน หรือทางไต้หวัน จีนใต้ เมื่อมาถึงไทยก็อ่อนกำลังลง"

ระวัง กทม. ซ้ำรอย " นิวออร์ลีนส์ ...
รศ.ดร.ธนวัฒน์ย้ำและเตือนว่าจากพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรง อาจมีผลทำให้เกิดน้ำท่วมในทุกภาคของไทย ช่วงเดือนกค.- ตค. ปีนี้ โดยเฉพาะกทมถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูง มีโอกาสเกิดน้ำท่วมใหญ่ 3 เมตร เหมือนปี 2485 และปี 2496.. เนื่องจากพายุไต้ฝุ่นที่หมุนเข้าอ่าวไทยโดยตรง บริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและอ่าวไทย ตอนบนซึ่งน่ากลัวมากประกอบกับน้ำเหนือที่จะไหลมาสมทบ... กรุงเทพฯจะเหมือนนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะย่านรามคำแหงซึ่งเป็นแหล่งกะทะเพราะพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 50 เซนติเมตร

นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์จะมีผลกระทบต่อพืชพรรณธัญญาหารที่มีผลผลิตลดลง และยิ่งไปกว่านั้นจะก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา..... โดยเฉพาะ โรคอุบัติใหม่ เช่น โรคไข้หวัดนกที่อาจกลายเป็นไข้หวัดที่ติดต่อไปยังคน โรคซาร์ส และโรคอุบัติซ้ำโรคในอดีตจะกลับมาอีก เช่น ฝีดาษ ไข้ทรพิษ

" ผมไม่กลัวเรื่องภัยพิบัติจากน้ำ เพราะเราสามารถประกาศเตือนได้ในการอพยพคน แต่รัฐบาลต้องเน้นเรื่องการศึกษาวิจัยเรื่องภัยพิบัติให้มาก และสนใจทั้งการเตือนภัยการป้องกันโดยใช้หลักวิชาการ แต่ โรคที่จะตามมาผมว่าน่ากลัวมากกว่า คิดว่าคนจะตายเป็นเบือ หรือโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัสที่มาจากค้างคาวแม่ไก่ บริเวณจ.ฉะเชิงเทราที่มีพาหะนำโรคเมื่อมาติดคนทำให้ตายได้ " ทั้งนี้เห็นว่า การติดตั้งสัญญาณเตือนภัยพิบัติทางน้ำโดยใช้งบประมาณไม่มาก ในพื้นที่ 270 กว่าหมู่บ้านที่กรมทรัพยากรธรณีทำการสำรวจว่า เสี่ยงต่อแผ่นดินถล่มว่า .. โดยการตั้งเครื่องเตือนภัยวัดระดับน้ำในหมู่บ้านและเชื่อมระบบกับกรมอุตุนิยมวิทยา จะเป็นการดีกว่าติดตั้งหอเตือนภัยในพื้นที่ที่เกิดสึนามิ

กรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ กระทบทั่วโลก
ขณะที่ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาผู้คิดค้นระบบควบคุมการลงจอดบนดาวอังคารของยานอวกาศไวกิ้ง 2 ลำ เมื่อปีคศ. 1976 กล่าวว่า การที่เกิดภัยพิบัติขึ้นในประเทศไทยบ่อยๆนั้น มีส่วน เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เรือนกระจกอย่างแน่นอน เพราะจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก และในหลายพื้นที่ไม่เฉพาะประเทศไทย อย่างฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็มีผลกระทบทั้งสึนามิ แผ่นดินถล่มต่างๆ

ส่วนเรื่อง " ลานีญา" นั้น สมมติว่าฝั่งแปซิฟิก ฝั่งหนึ่งเกิดความแห้งแล้ง แต่อีกฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามจะมีน้ำมากผิดปกติ โลกเลยดึงเอาความร้อนไปอีกข้างและความเย็นมาอีกข้าง ทำให้เกิดความไม่สมดุล ถือเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติเพราะไม่ค่อยเกิดขึ้นซึ่งปกติทะเลก็ได้เปลี่ยนทิศมาหลายปีแล้ว จากที่เมื่อก่อนไทยเราเคยแห้งแล้งมาก แต่ทางฝั่งอเมริกาใต้จะมีพายุฝนตกหนักตลอด

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เหตุการณ์ " ลานีญา"หมุนมาที่ฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทางบ้านเราก็จะมีพายุ น้ำหลากกันตลอด ซึ่งตอนนี้เป็นที่น่ากังวลว่า........... ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอีกหรือไม่ เพราะถ้ายังคงเพิ่มสูงขึ้นเราก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิอีกครั้งโดยที่เราไม่สามารถบอกได้เลยว่า " ลานีญา"จะมีการเคลื่อนตัวอย่างไรและอีกนานเท่าไรกว่าจะเคลื่อนตัวออกไป

ดร.อาจอง ยังกล่าวถึง เหตุการณ์ขั้วแม่เหล็กโลกพลิกตัว ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นมาง่าย ๆ และ ขณะนี้ก็ยังไม่ได้พลิกตัวอะไร จะค่อยๆเปลี่ยนแปลงมากกว่า แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์น้ำทะเลสูงขึ้นมากๆ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ... ซึ่งถ้าขั้วแม่เหล็กโลกพลิกตัวจริงจะ ส่งผลร้ายคือ โลกจะดึงพลังงานจากดวงอาทิตย์สูงเพิ่มขึ้นในบางจุดของโลก และจะส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นที่นั้นๆ

แย้ง "โลกไม่แตก" แต่.. อีก 12 ปี เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นเมื่อปีที่แล้ว ดร อาจอง เคยกล่าวว่าในการสำรวจดาวอังคารหรือเตรียมจะอพยพคนออกไปจากโลก ไม่ได้หมายความว่าโลกกำลังจะแตกจริงอย่างที่ทำนายกัน เพียงแต่ว่าขณะนี้โลกของเราอาจกำลังจะมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ เป็นผลมาจากมนุษย์ด้วยกัน เพราะว่า เราทำลายป่าไม้ เผาผลาญพลังงานมากเกินไป ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จนเกิดภาวะเรือนกระจก ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จนน้ำแข็งขั้วโลกเริ่มละลายรวมทั้งทำให้เกิดพายุไต้ฝุ่น พายุเฮอร์ริเคน ซึ่งเกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อม

" จากเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น จากภาวะเรือนกระจก ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นวิกฤติ อันนี้เกิดจากภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก ... ถ้าระดับน้ำทะเลมันสูงขึ้น มันก็จะเกิดน้ำท่วมในหลายๆ จุด แล้วถ้าลองคิดว่า น้ำทะเลมันขึ้นแค่ 2 เมตร กรุงเทพฯ ของเราก็คงไม่มีแล้ว เพราะ กรุงเทพฯเราอยู่เหนือน้ำทะเลไม่ถึง 1 เมตร แล้วถ้าน้ำสูงระดับนั้นจริงๆมันต้องท่วมเข้ามาในภาคกลางของประเทศไทย และบางประเทศก็อาจต้องสูญหายไปอย่างน้อยก็ประมาณ 1/3 ของหมู่เกาะแถบอันดามันก็อาจจะหายไปเลย ... ผมคาดว่าอีก 12 ปี โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปซึ่งแต่ละศาสนา ก็เคยมีการทำนายเอาไว้แล้วว่าโลกของเราจะต้องเกิดวิกฤติ แต่การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ มนุษย์เราคงต้องโดนกระตุ้นจาก ธรรมชาติเสียก่อน"

เตือนกทม.รับมือน้ำท่วมใหญ่
นาย สมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการคณะกรรมการภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า การคาดการณ์ของตนที่ เชื่อว่าปีนี้กรุงเทพฯ และภาคกลาง อาจประสบปัญหาฝนตก และน้ำท่วมอย่างรุนแรง เนื่องจากภาวะโลกร้อนและสภาวะอากาศแบบลานีญา .. โดยเฉพาะในเดือน ตค. พย. และ ธค. เป็น ช่วงเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางนั้น เป็นการมองจากข้อมูลและสถิติรวมทั้งประสบการณ์การทำงานของตน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ...
... โดยเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคเหนือนั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า มี
ความผิดปกติเกิดขึ้นกับสภาพอากาศเมืองไทย

เตือนภัย รู้จักผู้ชายคนนี้ที่สถานบันเทิง

เพื่อนๆ คะ เรามีเรื่องอยากเล่าไว้เพื่อเตือนใจลูกผู้หญิงทุกคน
ช่วยฟอเวิดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะคะ เราอยากให้เราเป็นรายสุดท้าย...
เราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง
ทุกครั้งที่เราได้รับ FWD เมลมา เราเกิดความรู้สึกรำคาญ และกดลบทิ้ง
ทำให้เวลามีการเตือนอะไร เราก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยรับรู้ว่ามี “ ภัยสังคม ”
รอบตัว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเราไปรู้จักผู้ชายคนนี้ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ
เราไปกับเพื่อนผู้หญิงหลายคน ทั้งๆ ที่ปกติเราก็ไม่ได้เป็นคนเที่ยวกลางคืนนะ
แต่วันนั้นเรามีนัดพบเพื่อนเก่าสมัยมัธยมที่ไม่ได้เจอกันนาน
และเสียงโหวตของคนอยากไปที่นี่ก็มากกว่า เราก็เลยต้องไปเจอเพื่อนที่นั่นทั้งๆ
ที่ไม่ได้อยากไปเลย เพื่อนเราหลายคนก็พาแฟนมาเปิดตัว
ซึ่งเราเองไม่เคยมีแฟน
เราไปคนเดียวก็ไม่ได้คิดอะไรมากก็นั่งพูดคุยกันตามประสาคนไม่เจอกันนาน
แต่เราก็นั่งได้ไม่นานเริ่มรู้สึกอยากกลับบ้านเพราะว่าเหม็นกลิ่นบุหรี่มาก (
เราเป็นภูมิแพ้ ) และเราก็ไม่ชอบเสียงหนวกหู พูดกันก็ต้องตะโกนอ่ะ
เลยบอกเพื่อนๆ ว่า ขอตัวกลับก่อน เอาไว้วันหลังค่อยเจอกันใหม่
แฟนเพื่อนเราคนหนึ่งก็อาสาเดินออกไปส่งขึ้นแท็กซี่
เพราะว่าไม่อยากให้เราเดินคนเดียวออกจากร้านไป เพราะเราไม่คุ้นสถานที่เลย
และร้านนี้ก็ไกลจากบ้านมากๆ แต่พอเราเดินออกมาจากร้านไม่นาน รู้สึกตัวอีกที
เราก็ตื่นขึ้นมาอีกทีอยู่บนเตียงในโรงแรมแล้ว....
เรามองตัวเอง...ในสภาพเปลือยล่อนจ้อน ...เนื้อตัวเป็นจ้ำๆ
เรารู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา ยังกะหนังไทยเลยเนอะ แต่มันคือเรื่องจริง
นี่คือตัวเรา นี่เราหรือเนี่ย...
เราไม่คิดว่าครั้งแรกของเราที่ทนุถนอมมากว่ายี่สิบปีจะต้องมอบให้แก่สัตว์นรกตัวนี้
เรารวบรวมสติได้ในเวลาอันรวดเร็ว
บอกกับตัวเองว่าเราไม่สามารถย้อนเวลาคืนมาได้แล้วเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราอีก
ถ้าไอ้สัตว์นรกตัวนี้ตื่นขึ้นมา...
เราอาจจะถูกมันข่มขืนอีกก็รอบได้
เราเลยรีบแต่งตัวแล้วหวังจะออกจากโรงแรมให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะตื่น
เราจะวิ่ง ๆ ๆ เอาร่างอันโสมมของเราไปให้พ้นจะสถานที่แห่งนี้ให้ได้
เราจะต้องเอาเรื่องมัน เราจะบอกที่บ้านอย่างไรดี ....
ป่านนี้พ่อแม่เราจะห่วงขนาดไหนที่ลูกไม่กลับบ้านทั้งคืนโดยไม่ติดต่ออะไรเลย
เราจะแจ้งความดีไหม เพื่อนเรารู้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น
สารพัดคำถามที่เกิดขึ้นในใจของเรา
ทันใดนั้น..เราก็เห็นโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ของมัน
เราเลยรีบคว้าติดตัวออกมาด้วย หวังเป็นหลักฐานให้รู้ชื่อ – สกุลว่ามันคือใคร
ที่อยู่ เบอร์มือถือที่จะติดต่อเอาเรื่องมันได้ เมื่อเราแต่งตัวเสร็จ
เราเลยคว้าเอาออกมาด้วย

ระหว่างทางที่นั่งแทกซี่ เราร้องไห้ตลอดทางจนคนขับ ถามเราว่า “ หนูๆ
เป็นอะไรรึปล่าว ” เราได้แต่ตอบไปว่า ไม่ได้เป็นอะไร เพิ่งเลิกกับแฟนเฉยๆ (
จะให้เราบอกอย่างไร ว่าเราเพิ่งถูกข่มขืนมา ...)
ระหว่างนั้นเราได้ยินเสียงคนขับหวังดีคอยพูดปลอบใจเราแต่ฟังไม่ได้ศัพท์เท่าไรนัก
เพราะในใจครุ่นคิดแต่เรื่องที่เราจะต้องบอกพ่อแม่เมื่อ เรากลับถึงบ้านให้ได้
ว่าเราเป็นอะไร ทำไมไม่กลับบ้าน เรา...ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
เราบอกให้คนขับแวะร้านขายยาซื้อโพสตินอร์มา
เราไม่เคยคิดเลยว่าเราเองคนนี้นะหรือ
ที่เคยรู้สึกภาคภูมิใจกับความบริสุทธิของตัวเอง
เรานี่หรือที่เคยรู้สึกเย้ยหยันลูกผู้หญิงด้วยกันเวลาที่พบกระทู้ตามเวบบอร์ดว่ายาอะไรกินป้องกันการท้อง
หลังการมีเพศสัมพันธ์ได้

เราเคยขยะแขยงคนเหล่านี้เพราะมองแต่เพียงว่า เขาเหล่านั้นไม่รักนวลสงวนตัว
รักสนุกเพียงชั่ววูบ
แต่ก็เรานี่แหละที่วันนี้ต้องกลับมาเป็นฝ่ายกล้ำกลืนบอกคนขายยาว่าต้องการยาโพสตินอร์
... คนขายหยิบให้เราด้วยคำพูดว่า “ น้อง .. ทีหลังกินยาคุมดีกว่านะ
มดลูกจะได้ไม่พัง ” ด้วยสายตาเหยียดหยามอยู่ไม่น้อย...

แล้วเราจะทำอย่างไร .. เราจะบอกเขาได้อย่างไร ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับเรา..
เราได้แต่ก้มหน้ารับสภาพไป.....
เราขึ้นแทกซี่คันเดิมที่จอดรออยู่ให้ขับส่งไปถึงที่บ้าน เมื่อถึงบ้าน
วันนั้นเป็นวันเสาร์ พ่อแม่เราไม่ได้ออกไปทำงาน เรารีบบอกพ่อแม่ว่าเป็นลม
มีคนนำส่ง รพ. ติดต่อพ่อแม่ไม่ได้ นี่เพิ่งฟื้นกลับมา
พอดีในกระเป๋ามีเบอร์เพื่อน ที่ รพ เขาเลยตามเพื่อนมาได้คนนึง
มารับตัวและจ่ายค่ารักษาไปแล้ว

เราไม่รู้ว่าเขาเชื่อหรือไม่ แต่เราคิดออกได้เท่านี้จริงๆ...
และรีบบอกพ่อแม่ว่าขอไปนอนพักที่ห้องนอนก่อน พอขึ้นห้องนอน
เรารีบหยิบเอามือถือและกระเป๋าสตางค์ของไอ้สัตว์นรกนั่นออกมาดู
แล้วเราก็ต้องตกใจที่พบว่าตัวเองเป็นกำลังเป็นนางเอกคลิปวิดิโออยู่ มัน...
มันถ่ายคลิปเก็บไว้เพื่ออะไร เพื่ออวดคน เพื่อแบลคเมล์เรา หรืออะไร...
และไม่ใช่แค่เราคนเดียว ยังมีเพื่อนเราในนั้น
มีคนอีกเกือบสิบคนที่ตกในสภาพเดียวกับเรา

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เพื่อนเราคนนี้พยายามคะยั้นคะยอนัดพบเพื่อนเก่าเพื่อให้แฟนตัวเองได้ลิ้มรสชาติใหม่ๆ
หรือปล่าวเนี่ย
เราเลยโทรไปถามเพื่อนเรา เหมือนเพื่อนเราจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
มันไม่ยอมรับโทรศัพท์ และเลิกติดต่อกับเราอีกเลย

เล่ามาถึงจุดนี้ อยากให้เพื่อนๆ ทุกคนระวังตัวให้ดี อย่าไว้ใจเพื่อนตัวเอง
อย่าให้ใครไปส่งเราตามลำพัง และหากเกิดอะไรขึ้นต้องมีสติ
หากมีโอกาสหยิบมือถือหรือกระเป๋าสตางค์มันออกมาพร้อมกับตัวด้วยก็ได้
เผื่อจะได้มีหลักฐานให้รู้ว่ามันคือใคร

เรากล้าพิมพ์เพราะเราไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
ตอนนี้เรากำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา
ป้าเรามีร้านอาหารที่นี่และคิดว่าจะทำงานที่นี่เลย คงไม่ต้องได้พบเจอกับมันอีก
เราจึงกล้าเล่าให้ฟัง
และมันก็คงทำมาเยอะจนจบมือใครดมไม่ได้หรอกว่าเราคือใครเว้นแต่จะถามจากเพื่อนเราคนนั้น
แต่เราส่งข้อความไปให้เพื่อนเราว่า ถ้ามันบอกว่าเราคือ ใคร
เราก็จะเอาคลิปของมันออกเผยแพร่เช่นกัน
เราขู่มันไปให้สมกับความชั่วที่มันทำกะเรา
เราก็ไม่แคร์แล้วเพราะว่าเรามีหลักฐานคือ คลิปวิดิโอที่พร้อมเล่นงานมันทุกเมื่อ

และนี่คือ โฉมหน้าของสัตว์นรก

27 มิถุนายน 2550

การเที่ยวกลางคืนไม่ใช่การฆ่าเวลา

จำไว้อย่าง การเที่ยวกลางคืนไม่ใช่การฆ่าเวลาเอาลมหายใจไปสูดกลิ่นเหล้าเคล้าบุหรี่ให้ เสียไปเปล่าปลี้ไร้ซึ่งประโยชน์ไปวัน ๆ ถ้าหากคุณเก็บเกี่ยวอะไรบางอย่างที่นอกเหนือจากตำราเรียนให้ได้...ก็คงจะดี ไม่น้อย

พลิกวิกฤติ...เอ๊ย โอกาสในการเที่ยวเตร่ยามค่ำคืนมาเป็นบทเรียนชีวิตสอนใจ ที่หาไม่ได้ตามสถาบันการศึกษาดีกว่า เราสรรหาบทเรียนที่ว่า ที่คุณสิงห์นักเที่ยวสามารถหาได้ในบรรยากาศยามออก ร่ำสุราและ ดึ๊ง ดึง ดึง ดึง...ดังต่อไปนี้

บทที่ 1 : เงินซื้อความสุขไม่ได้
แน่นอน คุณสมบัติของ "เงิน" สามารถเปิดเหล้าให้คุณเมามายได้ตลอดทั้งคืน หากแต่มันไม่สามารถซื้อความสุขที่ยั่งยืนได้ เป็นบทเรียนที่นักเที่ยวกลางคืนรู้อยู่แก่ใจลึก ๆ ทุกคน ทว่าความสุขฉาบฉวยอันนี้คว้าได้ก็ควรคว้าไว้ก่อนตอนนี้ มีบทเรียน อย่างหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง และคุณจะได้เรียนรู้ หากวันใดที่คุณไร้เงินตราหนาหนักเหมือนแต่ก่อน พร้อม ๆ กับมิตรภาพก็ห่างหายไปพร้อม ๆ กับเงินก้อนนั้นด้วย ยามนั้นคุณจะรู้ว่า "เงิน" ซื้อความสุขไม่ได้จริง ๆ

บทที่ 2 : "ลุคส์" นั้นสำคัญไฉน
สำคัญ แน่ ๆ สำหรับนักเที่ยวตัวจริง ภาพลักษณ์สำคัญพอ ๆ กับเงินนั่นล่ะ วิถีชีวิตของคน ชอบย่ำราตรีจะว่าไปก็ตื้นเขิน คนบางคนก็อาจจะตัด สินใจผู้คนที่พบเห็นจากภายนอกเป็นอย่างแรกและอย่างเดียว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้พบกัน แน่นอนสาวเปรี้ยวจี๊ด นุ่งวับแวมกับชายหนุ่มหล่อล่ำพกซิกซ์แพ็กมาเป็นมัด ย่อมดึงดูดสายตาจากผู้คนกว่าสาวแว่นเตอะ หนุ่มตาตี่ ไม่มีดั้งอยู่แล้ว นี่คือบทเรียนที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า หน้าตาดี บางทีก็สำคัญในบางช่วงเวลา มันเป็นโอกาส เป็นสะพานให้เราพบเจอผู้คน หากแต่ต่อจากนั้น เป็นหน้าที่ของสมองที่ต้องทำงานบ้างแล้ว

บทที่ 3 : ความมั่นใจคือพระราชา
บท เรียนนี้สอนเลยว่า ความหงิม ความติ๋ม ความเชย ให้เก็บไว้ที่บ้านอย่าพกมาด้วย หากอยากแจ้งเกิดในที่เที่ยว ทำชิลล์ ชิลล์ ขำ ๆ หน้ามึน ปล่อยมุกหน้าตาย เป็นนโยบายเด็ดที่ควรนำมาใช้ รูปไม่หล่อ ไม่ขาวหมวย พ่อไม่รวย ไม่ได้จบนอก แต่ความมั่นใจนี่ล่ะที่จะจุดคุณให้แจ้งเกิดได้ อย่าจริงจังกับชีวิตเกินไปยามไปเที่ยว ต่อให้โลกจะอยู่ในภาวะหรือประสบภัย แล้ง ภูเขาไฟที่อินโดฯกำลังระเบิด ปัญหาทุกอย่างให้ลืมไว้ชั่วคราว ความกังวลจะดึงพลังความมั่นใจไปหมด

บทที่ 4 : ยศถาบรรดาศักดิ์มีไว้เชิด
พูด ง่าย ๆ หัวโขน หรือ หน้าที่ตำแหน่งการงานที่คุณสวมไว้นี่ล่ะ จะเห็นสัจธรรมและมีค่าที่แท้จริงก็ต่อเมื่อคุณหลงอยู่ในวังวนแห่งแสงสี อย่างถอนตัวไม่ขึ้น แม้โลกแห่งความจริง หน้าที่การงานจะนำมาซึ่งความเหนื่อยหนักสากรรจ์เพียงไหนก็ตาม ทว่ามันจะทำหน้าที่ชักนำพาซึ่งโอกาสดี ๆ ในการรู้จักใครต่อ ใคร หนุ่มโสดสาวฮอตประดามีกำลังเฝ้ารอคุณอยู่ใน ผับบาร์ที่คุณเป็นขาประจำ โอ่เข้าไว้ ว่าทำอะไรให้โลก ใบนี้บ้าง มีที่นากี่ไร่ โรงสีกี่โรง แต่จำไว้อีกอย่าง ยาม ที่คุณไม่เหลืออะไร แม้กระทั่งหน้าที่การงาน สัจธรรม จะบังเกิดได้ทันใดเช่นกัน

บทที่ 5 : ต้องรู้จักเอาใจ
นอกจาก ความมั่นใจที่คนที่หน้าไม่ให้แต่ ใจรักควรมีแล้ว ความช่างเอาอกเอาใจ ดูไนซ์และเฟรนด์ลี่สุด ๆ ก็เป็นหนึ่งในบทเรียนที่คุณควรจะเรียนรู้ว่าควรจะทำ ยิ่งเคยชินได้ยิ่งดี จะได้ดูไม่เสแสร้งแกล้งทำ ข้อนี้หมายเหตุโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่หน้าแย่ แลจนทั้งหลาย จะจีบหญิงในที่เที่ยว ถ้าไม่มีคุณสมบัติใด ๆ โดดเด่นเลยในชีวิต ให้สุภาพเข้าไว้ เป็นมิตร แล้วก็อย่าลืมทิปเด็กเสิร์ฟหนัก ๆ หน่อย จะได้ดูโดดเด่นเด้งดึ๋งขึ้นมาในสายตาสาว ๆ ขาว ๆ ทั้งหลาย

บทที่ 6 : เราจะรู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรกับจุดมุ่งหมายในชีวิต
สิ่ง สำคัญในการเที่ยว ไม่ควรปล่อยจิตใจให้หลงเหลิงกับแสงสี เป็นเหมือนการทดสอบตัวเองให้เหนียวแน่นกับจุดยืนที่คุณมี ยามโดนแสงสีสาดส่องมาที่ตัว มีหลายคนเที่ยวกลางคืนเพื่อลืมเศร้า แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่านี่ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา ทว่า อย่างน้อยก็ทำให้คุณได้ ลืมชั่วครั้งคราว ฉะนั้นคุณควรจะรู้ว่า จะจัดการอย่างไรกับจุดมุ่งหมายในชีวิต ปัญหาก็ยังต้องแก้ไข จำไว้ ความผิดพลาด การพ่ายแพ้ และการถูกปฏิเสธเสียบ้าง มีผลดีต่อจิตวิญญาณของเรา การเสพความเศร้า ทำให้เราได้รู้สึกดีกับความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องไปดิ้นรนหาความสุขยิ่งใหญ่ที่หาได้ยากเย็น บางทีก็ไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ

บทที่ 7 : ได้เป็นคนกว้างขวาง
เรื่อง ดีก็มี เรื่องยี้ ๆ ก็เยอะ อยู่ที่เราจะเลือกเก็บเกี่ยวและวางตัว การออกเที่ยวทำให้เราได้รู้จักผู้คน แม้จะฉาบฉวยก็ชื่อว่าได้รู้จักไม่ใช่เหรอ ดีกว่าอยู่ในกะลาล่ะน่า ออกจากกะลามาเป็นกบกลางคืนบ้างก็ได้ ทั้งยังได้เรียนรู้คนจากร้อยพ่อพันแม่ด้วย หลาย ๆ คนได้ไอเดียเด็ด ๆ จากการเที่ยวมาก็เยอะ ได้รู้จักคนจากหลากร้อยวงการมารวมตัวกันแลกเปลี่ยนเบอร์โทรฯ เอ๊ย ความคิดเห็นกัน เป็นเรื่องดี ๆ ที่ควรเรียนรู้ไว้

บทที่ 8 : ทำให้เรารู้ว่า ไว้ใจใครได้บ้าง
หรือ บางทีอาจทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ไม่มีใครไว้ใจได้เลยก็เป็นได้ ภายใต้หน้ากากที่ทุกคนสวมเข้าหากัน ไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบางซึ่งกันและกันได้ดี คุณจะรู้ว่าคุณไม่สามารถไว้ใจคนแปลกหน้าได้เท่า ๆ กับการที่คน ๆ นั้นก็รู้สึกว่าคุณก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขาเช่นกัน

ส่งท้ายไว้ว่า แค่อยากให้คุณมีชีวิตไว้เพื่อใช้ ออกใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในหนทางของใครก็ของมันกันดีกว่า

Feb 5, 2007 6:00 AM

ขำ ขำ

สามีนอนดูอเมริกันฟุตบอลอยู่ ภรรยาเข้ามาขอร้อง
" ซ่อมไฟทางเดินให้หน่อยสิ มันเสียมาหลายวันแล้ว "
" ซ่อมไฟเหรอ " สามีโมโห
" ฉันไม่ได้ทำงานเจเนรัลอิเลคทริคนะ ดูที่หน้าผากซิมี
จีอี . สลักไว้หรือเปล่า "
" งั้นซ่อมประตูตู้เย็นให้หน่อยนะ " ภรรยาขอต่อ
" ซ่อมตู้เย็น ? " สามีฉุน " ไม่ได้ทำงานเวิล์ดพูลนะ
ดูหน้าผากฉันซิมีอักษรสลักไว้หรือเปล่า "
" ค่ะ อย่างน้อยช่วยดูบันไดให้หน่อยได้ไหม รู้สึกมันจะพังแล้วนะ
" ซ่อมบันได " สามีโมโหสุดขีด " ฉันไม่ใช่พนักงานรับซ่อมบ้านนะ
ดูซิมีเครื่องหมายพนักงานอยู่ตรงไหน "
สามีปึงปังออกจากบ้านไป
เขาไปดื่มเหล้าดับอารมณ์อยู่สักพักก็รู้สึกตัวว่าเขาพูดจารุนแรงไป
เขาตัดสินใจกลับบ้านมาซ่อมของใช้ให้ภรรยา
เมื่อกลับเข้าบ้าน เขาเห็นไฟทางเดินส่องสว่างดี
ประตูตู้เย็นก็ซ่อมเป็นปกติ
บันไดก็ซ่อมเสร็จ
เขาจึงถามภรรยา " ที่รัก นี่เธอซ่อมมันยังไง "
" อ๋อ พอคุณออกจากบ้านไป ฉันก็นั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าบ้าน
มีผู้ชายคนหนึ่งผ่านมาถาม ฉันเลยเล่าให้ฟัง
เขาอาสาว่าจะซ่อมให้ โดยขอนอนกับฉันครั้งหนึ่ง หรือไม่ก็ทำคุกกี้ให้เขา "
" เหรอ แล้วเธอทำคุกกี้อะไรให้เขาล่ะ " สามีถาม
" นี่คุณ " ภรรยาขึ้นเสียง
" ดูหน้าผากฉันซิ มีอักษร S & P หรือเปล่า "

26 มิถุนายน 2550

แหวนแต่งงานทำไมต้องใส่นิ้วนาง

ไม่ใช่แค่เพราะเราเรียกมันว่า ring finger แน่ๆ มันต้องมี ความหมาย มากกว่านั้น

ทดลองพิสูจน์ความมหัศจรรย์ด้วยตัวเอง

ลอง แบมือ 2 ข้าง เข้าหากัน แล้ว งอ นิ้วกลางลง เอา หลังนิ้วกลาง ทั้ง 2 ข้าง มาชนกัน ทีนี้นิ้วที่เหลือ ก็คือ โป้ง/ ชี้/นาง/ ก้อย ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน ลอง ปล่อยนิ้วที่เอาปลายชนกัน ให้ออกจากกัน ทีละนิ้ว โดยที่ นิ้วกลางยังคงงอ แตะกันอยู่

จะพบว่า นิ้วชี้ ก็ปล่อยจากกันได้ / นิ้วโป้งก็ปล่อยจากกันได้/ นิ้วก้อย ก็ ปล่อยจากกันได้ อย่างสบายๆ แต่นิ้ว นาง กลับ ปล่อย ออกจากกันไม่ได้ นั่นเป็นเพราะ

- นิ้วกลาง แทน ตัวเราเอง

- นิ้วโป้ง แทน พ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป

- นิ้วชี้ แทน พี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง

- นิ้วก้อย แทน ลูก พอโตขึ้น ลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง / มีสังคม , ครอบครัว ของตัวเอง

- นิ้วนาง แทน "คู่ชีวิต" ทีนี้ก็เหลือแค่ " คู่ชีวิต" แล้วล่ะ ที่จะอยู่กับ เราไปจนแก่ til death do us part

7/18/06

ประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือ

ประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือที่คุณอาจไม่ทราบ

1. หมายเลขสากลฉุกเฉิน 112 ใช้ได้ทั่วโลก
ถ้าเกิดเราหลงไปอยู่ในเขตที่ไม่มีสัญญาณเลย แต่มีเหตุด่วนเหตุร้ายให้ กด 112 แล้วมันจะหาเบอร์ให้เองอัตโนมัติแม้แต่เราล็อคปุ่มก็ยังกดเบอร์นี้ได้..ลองดูสิครับ

2. ใช้ในกรณีที่ลืมกุญแจไว้ในรถ...สำหรับรถที่ใช้ Remote Key
ถ้ารถล็อคไปแล้ว แต่เรามีกุญแจสำรองอยู่ที่บ้าน ให้โทรไปหาคนที่อยู่ที่บ้านด้วยมือถือ (เราต้องโทรไปหาเบอร์มือถือของเขาด้วยนะ) เมื่อเขารับแล้วให้เราบอกเขา ให้กดปุ่ม unlock บนกุญแจสำรองในขณะที่เราถือมือถือให้ห่างจากประตูรถประมาณ 1 ฟุต (คนที่อยู่บ้านที่เราวานให้กดต้องเอากุญแจไปจ่อใกล้กับมือถือของเขาในขณะที่กดปุ่ม) ประตูรถก็จะเปิดออกเหมือนเรากดปุ่มรีโมทด้วยตัวเองเลยแหละระยะทางไม่มีปัญหา แม้รถกับบ้านจะอยู่ห่างกันเป็นร้อยๆ กม. ก็ตาม

3. กรณีแบ็ตใกล้จะหมด * 3370# สำหรับมือถือ Nokia
ถ้าเกิดถ่านเหลือน้อยเต็มทีจนใกล้ดับแต่เราจำเป็นต้องโทรออกให้กด * 3370# มันจะรีดพลังสำรองที่ซ่อนออกมาแล้วแสดงให้เห็นว่า เพิ่มพลังถ่านให้ขึ้นมาอีก 50% และมันจะชดเชยส่วนสำรองนี้ในการชาร์จแบตครั้งต่อไป

4. ถ้าโทรศัพท์หายต้องการทำให้ใช้ไม่ได้ตลอดไป
ในกรณีนี้เราต้องใช้ หมายเลข serial number ประจำเครื่อง ซึ่งมี 15- 17 หน่วย การที่จะทราบหมายเลขนี้ก็ไม่ยากครับ กด * #06# แล้วหมายเลขประจำเครื่องก็จะขึ้นมาให้เห็นทันทีเหมือนเล่นกล จดไว้ครับแล้วเก็บไว้ให้ดี....ที่นี้ถ้ามือถือหายหรือตกหล่นให้โทรไปที่ศูนย์แล้วแจ้งหมายเลขให้เขาไปเขาก็จะบล็อคเครื่องของเราให้แล้วทีนี้มือถือที่หายไปจะใช้ไม่ได้อีกเลย ถึงแม้ว่าคนขโมยไปจะเปลี่ยน sim card มันก็จะยัง
ใช้ไม่ได้อยู่ดีได้อย่างเดียวคือไว้เขวี้ยงหัวหมาหรือหลังคาคนอื่น (อาจจะหลอกไปขายต่อได้..ถ้าคนซื้อต่อเขาไม่รู้....)

Jun 25, 2007 11:39 AM

พฤติกรรมการกิน

พฤติกรรมการกินบอกได้ถึงอะไร ๆ ในตัวเรา เชื่อไหม พฤติกรรมบางอย่าง ที่เราทำอยู่เป็นประจำ อย่างเช่น ลักษณะการกินข้าว การดื่มน้ำ เนี่ย สามารถบอกอะไรในตัวเราได้เหมือนกันนะ ไม่เชื่อลองสังเกตดูสิว่าคุณ หรือคนใกล้ชิดของคุณเขาเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า

เวลาดื่มน้ำจะดื่มรวดเดียวหมดแก้ว : แสดงถึงความเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบใคร ไม่พอใจอะไร จะแสดงออกทางสีหน้าทันที รักก็บอกว่ารัก เมื่อรักแล้วมั่นคง แต่ออกจะเป็นคนดุและใจร้อนไปสักหน่อย

ชอบกัดหลอดดูดน้ำ : เป็นคนขี้เหงา จิตใจอ่อนไหว ร้องไห้เก่ง แต่เป็นคนจิตใจดี และแคร์คนรอบข้างเสมอ

ใช้สองมือกุมถ้วยกาแฟ : เป็นคนแสนจะโรแมนติก รักง่ายหลงง่าย ขี้น้อยใจ แต่เป็นคนมีน้ำใจและรักเพื่อน

เวลาทานผลไม้ชอบกัดทั้งลูก : เป็นคนตัดสินใจเร็ว ๆ ง่าย ๆ ไม่ค่อยรอบคอบ ไม่ค่อยมีความอดทน แต่ก็เรียบง่าย ติดดิน รอมชอม ไม่ชอบชิงดีชิงเด่นกับใคร

ชอบกินก๋วยเตี๋ยวมากกว่าข้าว : เป็นคนสดใสน่ารัก เอาแต่ใจตัวเอง เน้นความสวยหล่อมาเป็นอันดับ 1 ดื้อ ไม่ค่อยประนีประนอม

ชอบดูดตะเกียบเวลากินก๋วยเตี๋ยว : ขี้ระแวง ขี้น้อยใจ ขี้หึง แต่ถ้ารักใครแล้วจะทุ่มเทมาก

ชอบใส่เครื่องปรุงสารพัด : เป็นคนมีมุขตลกเสมอ มีไอเดีย เป็นคนที่ใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้ เพราะไม่น่าเบื่อ มีเรื่องเร้าใจเสมอ

ไม่ชอบปรุง : มีอารมณ์ศิลปินจัด อารมณ์แปรปรวนง่าย รักอิสระ ดูเหมือนเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเข้มงวด และเจ้าระเบียบมาก

กินไข่แดงก่อนไข่ขาว : รักอิสระ ชอบต่อต้าน ไม่ชอบให้ใครมาบงการ เผด็จการ อ่อนไหว ชอบสัตว์เลี้ยง ชอบความบันเทิงเริงรมย์ ช่างติ

กินไข่ขาวก่อนไข่แดง : เป็นคนรู้จักพูดจาดี มีหลักการเสมอ ใช้สมองมากกว่าอารมณ์ จิตใจดี เป็นคนนิ่ง ๆ จนคนรอบข้างคิดว่าหยิ่ง

6/29/06

พจนานุเกย์ไทย

เรื่อง: พจนานุเกย์ไทย คำศัพท์ทั้งหมด (เรียงตามลำดับตัวอักษรไทย)

ก.ท.ม. = กะเทยเก๊กแมน

กระรอก = ออกไปหาเหยื่อ

กระเทย โอทอป = กระเทยบ้านนอก

กอล์ฟฟี่ = กระเทยมาดนิ่งสูงปรี๊ดดที่ร้ายลึกและเปรี้ยวแซ่บ

กรูปรี = กระแดะ แรด

กังกา = กระเทยที่ไม่มีคุณสมบัติผู้ดี

กัด = ถากถาง กระแนะกระแหน

กันซี = อาการหึงหวงจนออกนอกหน้า

ก้ามปู = เกย์ล่ำ เล่นกล้าม

กิ๊บเก๋ยูเรก้า = คำซึ่งบ่งบอกว่าสิ่งนั้นดีเลิศประเสริฐศรี

กิ๊บบี้ = อร่อยน่ากิน

เก้ง = ใช้เรียกเกย์ด้วยกันเอง

เก๊กแมน = ทำท่าทางให้ดูสมชายชาตรีทั้งที่จริงออกแต๋วจ๋า

เก๋กู้ด = ดูดี แต่งกายงาม

เก๋ไก๋สไลเดอร์ = ยอยเยี่ยม เนี๊ยบนิ้ง

กุ้งนาง = กะเทยที่สวยหวานเหมือนผู้หญิง

ขายน้ำ = การขายบริการทางเพศของผู้ชาย

แขกรับเชิญ = ผู้ถูกนินทาว่าร้าย

เข้ารอบ = ได้ผู้ชายไปครอง

ควักกะปิ = การใช้นิ้วแหย่รูทวาร

คัน = อาการอยากผู้ชาย

คันธมาศ = เกย์ที่แสดงอาการชอบผู้ชายแบบไม่อายสังคม

เค = คำเรียกอวัยวะเพศชาย

แคม = คำชมเวลาเจอผู้ชายหน้าตาดี

โคแก่ = กระเทยแก่ ๆจีบเด็กหนุ่ม

ง่าม = หล่อ มาจาก ง่ามแต๊ๆ

เงือก = เกย์ไม่สวย

จ๊ะเอ๋ = โรคเอดส์

จ๊าบติ๊ง = กะเทยที่แต่งตัวด้วยสีสันแสบตา เป็นที่สะดุดตาและสดุดปากของชาวบ้าน

จั๊ว = กำลังมีอะไรกัน

จิก = การเดินเข้าไปคุยกับผู้ชายแปลกหน้าเพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างกัน

จกตา = การแกล้งทำหรือแสดงละครเพื่อหลอกแฟนหรือเพื่อนๆ

เจ๊โบ = กระเทยแต่งตัวแบบโบราณๆ และหน้าตาก็แบบโบราณ เป็นบบกระเทยที่ไทม่ท
ัมสมัย คือแบบว่ายังโบราณอยู่

เจ๊โป = เป็นคำเรียคนพิการ เช่น อุ๊ยดูสิ นังอุไรหล่อนเป็นเจ๊โป คือเป็นโปลิโอ

เจ๊หัก = กระเทยหน้าบ้านบ้าน จมูกหักดูไม่สวย

จุดพลุ = การเรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย

จุ๊บ = ขโมย,ลัก

จูออน = กระเทยน่ากลัว ตัวใหญ๋หน้าหยาบบ ชอบจิกผู้ชายอย่างไม่มียางอาย

โจ๊ะ = การมีเพศสัมพันธ์กัน

ฉ้อราษฎร์ = การแย่งแฟนเพื่อนมาเป็นแฟนของตนเอง

ฉิ่งฉับ = เล่นรักในหมู่เกย์ควีนด้วยกัน

ฉ่ำโบ๊ะ = พอกหน้า แต่งหน้า

ชง = ผู้ชาย มาจากคำว่า ผู้ชงผู้ชาย

ชบา = ชะนีในบาร์

ชะนี = ผู้หญิง

ชี = กะเทยออกสาว

ชีเน่ = หน้าขาววอกใสสวยจนเกินเหตุเพราะการโบ๊ะแป้ง

ชูตู = ชั้นต่ำ

เซี๊ยบเจี๊ยบ = กะเทยที่ชอบทำตัวอ่อนหวาน แต่ลึกลึกเป็นคนร้ายลึกและขี้อิจฉา

ซอง-ซองจู = การทุ่มให้ผู้ชายอย่างมากมายเกินฐานะของตัวเอง

ซิก = การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

ซีม่าโลชั่น = อาการอยากมีอะไรกับผู้ชายอย่างมาก

ซุงแหล = โกหกมากๆ

ซำ = เซ็ง

เซิ้ง = สนุกสนานกัน ออกไปหาคู่กัน

ด๊อกแด๊ก = ท่าทางการเดินที่ไม่มั่นใจ จะแมนก็ไม่ใช่ จะสาวก็ไม่เชิง ส่วนใหญ่
เป็นกิริยาของกะเทยที่ยังไม่รู้ตัวเองว่าเป็นกะเทย

ดาวนิล = กระเทยที่ดำคล้ำคล้ำ แต่ผิวเนียน

เดื๋อย = เพื่อนรัก เพื่อนสนิท เรียกแทนชื่อเพื่อน ไปไหนมาเดื๋อย รอนานแล้วนะ
เดื๋อย

ดำมณี = กระเทยที่ดำดำดำดำดำ ทำไมมันดำเช่นนี้

ได้หน้าลืมหลัง = สำนวนไทยสำหรับเกย์ที่กลับใจไปแต่งงานกับผู้หญิง

ตะมอย = เดินอ่อยผู้ชาย

ตับเป็ด = กะเทยบ้านบ้านดำดำคล้ำ นัยว่าเป็นที่นิยมของฝรั่ง

ตั้งเตา = ตั้งวงที่นินทาผู้อื่น หรือเริ่มชักชวนคนอื่นร่วมวงนินทาด้วยกัน

ตั้งหม้อ = การแย่งชิงของหรือแฟนคนอื่น

ตีฆ้องวงใหญ่ = การทำรักด้วยปากให้กับผู้ชายหลายๆคน

แต๊บ = หยิบจับอะไรโดยไม่บอกกล่าว อาจหมายความว่าขโมยก็ได้ อีกความหมายคือการ
เก็บอวัยวะเพศชายไว้อย่างมิดชิด เพื่อที่จะใส่ชุดว่ายน้ำของหญิงได้
แต๋ว = เกย์ที่แสดงออกมาก หรือเกย์ที่ชอบแสดงบทบาทการเป็นนางเอก

ตุ๊ดตู่ = เกย์ที่ไม่แสดงออก หรือเกย์ที่ชอบแสดงบทบาทการเป็นพระเอก

ตุ๋ย = มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

โต๊ะ = การร่วมเพศ

ตำแตง = การใช้มือช่วยตัวเองของผู้ชาย หรือทำให้ผู้ชาย

ตำแจ่ว = ความหมายคล้าย ตำแตง คำศัพท์กะเทยแถบอีสาน

ถั่วดำ = มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

ทัศวรรณ = การสัมผัสหรือจับต้อง

ทำแท้ง = การใช้น้ำฉีดเข้าทวารหนักเพื่อล้างทำความสะอาดก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กัน

ไทเป = กะเทยสัญชาติหนึ่งที่ชอบใช้เงินซื้อผู้ชาย

นก = ชวด สูญเสียสิ่งอันพึงปรารถนาไป

นนนี่ = กระเทยที่มีแฟนที่หวังเกาะกิน

น้องเตย = เกย์เด็ก , เกย์วัยรุ่น

นังกอ = กะเทย

นั่งเทียน = ท่าทางการร่วมเพศอย่างหนึ่ง

นิลนรี = กระเทยสาวที่ผิวดำแต่เนียนขำ นัยว่าสเปคฝรั่ง

นิ้งหน่อง = กระเทยพันธุ์เดียวกับไทเป ชอบใช้เงินซื้อหนุ่มหล่อตามผับ

น้ำมันกระเด็น , ไฟแรง = การนินทาผู้อื่นจนมีผู้ได้ยิน หรือนินทาเสียงดัง เกิน
ไป

บัว = การทำรักด้วยปาก

บ๊วบ = การทำ oral ปัญญาอ่อน

เบเกอรี่ = มีความหมายเดียวกับคำว่า ปาดหน้าเค้ก ตั้งหม้อ ลูกชุบ แต่เป็นคำที่
ออกมาใหม่ หมายถึง การแย่งชิงสิ่งของ หรือ บุคคลอันเป็นที่หมายปองของเราไป

โบ = โบราณ ล้าสมัย

โบก = เป็นคำพูดที่ผู้ชายต้องการกระเทย

โบ๊ะ-ฉ่ำ = แต่งหน้า พอกหน้า

ไบโอนี่ = เสือไบ สาวแตก

ปาดหน้าเค้ก = แย่งผู้ชายขณะที่กะเทยอีกคนกำลังคั่วอยู่ซึ่งหน้าทีเดียวเชียว

โป๊ะแตก = ความลับถูกเปิดเผย

ผัดกระเพรา = ชักช้า ล่าช้า ไม่ทันใจ

ผัดไทย = ผ(ลั)ดไทย คือ การมีเพศสัมพันธ์กันโดยเปลี่ยนกันรุก เปลี่ยนกันรับ

เผา = นินทาว่าร้ายคนอื่นลัลหลัง

ผู้ชายขายน้ำ = ผู้ชายขายบริการ

ฝอ = ฝรั่ง

พาราดะ = พลาด หมายถึง การทำอะไรพลาดพลั้งไปแล้วนึกขึ้นได้

ฟันดาบ = เกย์คิงมีอะไรกัน เปรียบอวัยวะเพศชายเหมือนดาบ

ฟ้อนเล็บ = กะเทยตบกัน

ฟิน = เสร็จหรือลุล่วงกามกิจ

ไฟแรง = การนินทาเสียงดังเกินไป

ภุชงค์ = ผู้ชาย (มาจาก ผู้ชงผู้ชาย)

มังกรกินหมี่ = ขนที่รอบอวัยวะเพศชาย ไปติดกับปลายอวัยวะเพศชาย ทำให้เจ็บมาก

มาม่า = ขนอวัยวะเพศ

มิสเปรู = เกย์ที่ทุ่มให้ผู้ชายมากๆ เป=pay

เม้ง = อารมณ์เสีย อารมณ์ไม่ดี

แม่ครัวใหญ่ = ผู้เริ่มการนินทา

แม้วว(ทำเสียงแมวร้อง) = ใช้ตอบการสนทนาของคนที่ถามว่าคู่นอนเราของมันเล็กไม่
ได้ความ แต่ถ้าใหญ่ก็ตบต้นคอ(เบา แรงตามใจคุณ)ของคนถามแล้วแล้วพูดว่า เอ็นเท่า
คอ(ออกเสียงคล้ายกับ One Two Call)

ไม่ใส่เสื้อเกราะ = ไม่ใส่ถุงยางอนามัย

เม้าท์ = พูดมาก นินทา

ย้ายวาร = การเดินเหินของชาวเกย์

เย = การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

เย่อ = การมีอะไรกัน

ลงเรือ = อาการที่กระเทยเป็นฝ่ายรุกผู้ชาย

ลวกก๋วยเตี๋ยว = สำเร็จ

**

ฮิปปี้นายหนึ่งขึ้นรถ

ฮิปปี้นายหนึ่งขึ้นรถ เมล์
พลันสายตาก็หันไปเจอแม่ชีสวยบาดใจจึงเดินเข้าไป หา
ฮิปปี้: ผมอยากนอนกับแม่ชี
แม่ชี: (ตกใจ ตบหน้า ฮิปปี้ไปหนึ่งทีก่อนลงจากรถ)

คนขับ บังเอิญเห็นเข้าจึงบอกกับ ฮิปปี้ว่า
ถ้านายอยากล่อแม่ชี ฉันมีวิธี...(ฮิปปี้นิ่งฟังด้วยความ ตั้งใจ)

ทุกวันอังคารตอนห้าโมงเย็นแม่ชีจะไปสวดมนต์ที่ป่าช้าจน ค่ำ
นายเตรียมหน้ากากยาง เสื้อคลุมยาวกับสีเรืองแสงไปดัก รอ
พอได้จังหว่ะนายก็โผล่ออกมาแสดงตัว

เป็น เทวดา ยิ่งผมยาว เครารุงรังแบบนี้ แม่ชีต้องเชื่อสนิท

วัน อังคารถัดมาฮิปปี้แต่งตัวไปดักรอแม่ชี
และก็เป็นไปอย่างที่คนขับรถเมล์พูด ไว้

แม่ชีลงจากรถเมล์เดินเข้าไปสวดมนต์ในป่าช้าจนใกล้ค่ำ
ฮิปปี้ในร่างเทวดาก็แสดงตัวออกมา

ฮิปปี้: ฉันได้ ยินคำอธิษฐานทั้งหมดของแม่ชีแล้ว

ถ้าอยากขึ้นสวรรค์จิงๆแม่ชี ต้องมีเซ็กซ์กับฉันก่อน

แม่ชี: ฉันอยากขึ้นสวรรค์โดยที่ยังเป็น สาวพรหมจารีย์
ถ้าจะต้องมีเซ็กซ์กัน ขอเปลี่ยนเป็นทางทวารหนัก ได้ไหม

ฮิปปี้: ตกลง

เมื่อเสร็จกิจทางเพศ ฮิปปี้ก็ดึงหน้ากากยางออกแล้วพูดว่า
ฮิปปี้: ฮ่าๆๆๆ...ฉันไม่ใช่เทวดา ฉันเป็นฮิปปี้

แม่ชี: (ดึงหน้ากากออกเช่นกัน)
ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ฉันก็ ไม่ใช่แม่ชี
ฉันเป็นคนขับรถเมล์

Jun 25, 2007 11:38 AM

25 มิถุนายน 2550

เรื่องดีๆ ที่ต้องอ่าน

ฉันได้รับข้อความนี้จากเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง
ซึ่งเพื่อนคนนี้ได้เลือกไปแล้ว
ฉันเองก็ต้องเลือกเหมือนกัน และฉันก็เลือกแล้ว
คราวนี้ตาพวกคุณแล้วล่ะที่จะต้องเลือกบ้าง

เรื่องมีอยู่ว่า.....ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขาเพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วนหนึ่งซึ่งมีราคาแพง ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคืองและเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้นมาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส

แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น
และพูดว่า " นี่ สำหรับพ่อค่ะ "
พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้
แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาพบว่า
มันเป็นเพียงกล่องเปล่า
เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า"
ลูกไม่รู้จริงๆ อย่างนั้นหรือว่า
การจะให้ของขวัญใคร มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย? "
เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา และพูดว่า
"...พ่อจ๋า มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็ม "
ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ
เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น เขาขอให้ลูกสาวยกโทษ
ให้เขากับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา

ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้! คร่าชีวิตลูกสาวของชายคนนั้นไปและว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้นไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียวและเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ
หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็นเขาจะเปิดกล่องใบนี้ เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบแล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา

ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทองซึ่งบรรจุด้วยความรัก ที่ปราศจากเงื่อนไขและรอยจูบจากลูกๆ , ครอบครัว และเพื่อนๆไม่มีสมบัติใดล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว

ตอนนี้คุณมี 2 ตัวเลือกแล้วล่ะ คุณจะ
1. ส่งข้อความนี้ต่อไปยังเพื่อนๆ และ ญาติๆ ของคุณ หรือ
2. ลบมันทิ้งซะ แล้วทำเหมือนกับว่า ไม่มีอะไรกระทบใจคุณเลยแม้แต่น้อย

24 มิถุนายน 2550

กินยาแปลกๆ

หลังจากสั่งจ่ายยาที่ต้องกินต่อเนื่องให้กับผู้ป่วยไป เมื่อผู้ป่วยกลับมาตรวจซ้ำก็มักต้องถามไถ่ว่ายาที่ได้รับไปนั้นกินแล้วเป็นอย่างไร ผลข้างเคียงเป็นยังไงแค่ไหน กินครบหรือไม่ แต่ในสิ่งที่สอดแทรกกลับมานั้นมีหลายอย่างที่แปลกๆและไม่คิดกันว่าจะมีคนใช้ยากันแบบนี้

บางอย่างเจอเยอะจนเป็นความเชื่อความเข้าใจผิดๆ บางอย่างนานๆทีจะเจอซักครั้งจนเป็นเรื่องแปลก ผมลองแจงรายวิธีที่มีคนทำกันให้เห็นออกมาดังนี้ครับ

1. บดยา หรือเคี้ยวยา
วิธีที่เจอได้บ่อย ส่วนใหญ่ทำไปเนื่องจากคิดว่าจะทำให้ยาดูดซึมเร็วขึ้น บางคนก็บอกว่าให้กินยาได้ง่ายขึ้น

2. หักยา
เจอไม่บ่อย แต่มักทำในกรณียาเม็ดโตๆ

3. กินยากับน้ำอุ่น
บางคนกลัวว่ากินยากับน้ำธรรมดาแล้วยาจะละลายช้าออกฤทธิ์ช้า

4. ละลายยาแล้วกิน
เหมือนกันกับหลายๆวิธี คือ อยากให้ยาออกฤทธิ์เร็วและกลืนได้ง่าย

5. กินยากับอาหาร
บางคนกลืนยาไม่ได้ ก็เลยประยุกต์วิธีใช้โดยเคี้ยวอาหารแล้วเอาเม็ดยารวมไว้กับอาหารก่อนจะกลืนลงไป

6.ถอดปลอกยาออกกิน
บางคนกลัวว่ากลืนแล้วแคปซูลจะติดคอ ก็เลยจัดแจงถอดปลอกออกผสมน้ำดื่ม บ้างก็กลัวว่ายาจะออกฤทธิ์ช้า

7. ผสมยากับเหล้า
บางรายคิดว่าใช้เทคนิกเดียวกับยาดองเหล้าคือ กินพร้อมเหล้าจะได้ช่วยให้ยาออกฤทธิ์มากขึ้น

นอกจากนี้อาจมีวิธีแบบอื่นอีก แต่นึกไม่ออกแระ วิธีเหล่านี้เป็นวิธีที่ไม่ควรทำ แต่ก็มีคนทำกัน ด้วยเหตุผลหลักๆได้แก่ อยากให้ยาละลายเร็วๆดูดซึมเร็วออกฤทธิ์เร็ว และ เพื่อกินยาให้ง่ายขึ้น

ว่าด้วยการผลิตยา การผลิตยานั้นได้รับการปรับปรุงอย่างมากมายเพื่อให้ยานั้นได้ออกฤทธิ์ดีที่สุดตามความจุดประสงค์ของการรักษา ดังนั้นการไปปรับเปลี่ยนรูปแบบของยาจึงเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้ ซึ่งขออธิบายเป็นจุดๆดังนี้ครับ

- การละลายแตกตัวของเม็ดยา
เอาง่ายๆว่าคุณไปหายาธรรมดามาสักสี่ห้าชนิดมาโยนลงแก้วน้ำเย็น แช่น้ำไว้สักสี่ห้านาทีแล้วกวนน้ำสักหน่อย จะพบว่ายาส่วนใหญ่ต่างละลายแตกเป็นผงเล็กๆหมด ... ดังนั้นคงไม่ต้องไปกลัวเรื่องยาแตกตัวไม่ดีหรอกครับ

การไปบดยา นอกจากกินยาก ขมก็อาจจะได้ยาไม่ครบจำนวน การกินกับน้ำอุ่นจัดอาจจะทำให้ยาละลายเร็วขึ้นอีกนิดนึง แต่ก็มีปัญหาว่ายาพวกแคปซูลอาจจะละลายแล้วไปติดที่หลอดอาหารกลืนไม่ลงได้ (ยาบางอย่างติดที่คอแล้วเป็นเรื่องเชียว)

ส่วนการถอดปลอกยาออก ยาส่วนใหญ่ที่ใส่แคปซูลเวลาละลายเป็นผงแล้วจะมีรสชาติที่น่าอาเจียนมาก มีผู้ป่วยบางคน มาด้วยเรื่องคลื่นไส้อาเจียนมากหลังจากมารักษา ผู้ป่วยและญาติบอกว่าแพ้ยาที่ให้ไป แต่ปรากฎว่าเมื่อซักไปมาอาการแพ้ของเค้าก็คือการแกะปลอกแคปซูลแล้วกินยาเข้าไป พอยาลงคอก็อ้วกออกมาหมด ... เพียงแนะนำให้กินยาทั้งแคปซูล พอยอมกินก็ไม่เกิดอาการอีก

นอกจากนี้ ยาในปัจจุบันยังมีการพัฒนาการเคลือบต่างๆให้มีการปล่อยยาออกมาอย่างคงที่เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้ยาอย่างคงที่ที่สุด หรือยาไม่ละลายในกระเพาะแต่ไปเริ่มละลายที่ลำไส้เล็ก (ประมาณละลายในปากไม่ละลายในมือ...M&Mของป๋าช.) เทคนิกการผลิตขั้นสูงนี้ทำให้ยาที่ใช้สามารถออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้นและมีผลข้างเคียงน้อยลง ... ถือเป็นการพัฒนาเพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้น

การไปบดหรือละลายยา ก็เลยกลายเป็นการไปทำลายคุณสมบัติอันวิเศษ ทำให้แทนที่จะได้รับผลที่ดีที่สุดก็กลายเป็นได้รับผลเสีย

ตัวอย่างที่เคยเจอ ก็อย่างเช่นยาต่อมลูกหมากโต ปกติจะมีฤทธิ์ข้างเคียงคือหน้ามืดเวียนหัว ก็มียาที่เคลือบชั้นฟิล์มไมโครทำให้ค่อยๆปล่อยยาออกมาช้าๆ ยานี้ราคาแพงขึ้นแต่ลดผลข้างเคียงเยอะ .... การไปบด เท่ากับจ่ายเงินแพงๆมาทำลายของดีๆให้กลายเป็นยาราคาถูก...

ยาโรคหอบในคนสูบบุหรี่ Theophylline SR : ปกติสมัยก่อนจะใช้ยาหยดเข้าเส้นเลือด การปรับขนาดยานั้นทำได้ยากและเสี่ยงต่อการเกิดผลแทรกซ้อนรุนแรงถ้าให้เกินขนาด ... ต่อมามียาที่ออกแบบให้ค่อยๆแตกตัวและละลายช้าๆ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนเป็นยากินที่บ้านและไม่ต้องกลัวเรื่องพิษจากยา (ชโย ชโย) ... แต่เมื่อเอาไปบดปุ๊บ นอกจากจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจเกิดผลข้างเคียงได้

ยาแอสไพรินและอีริโทรมัยซิน ปกติสมัยก่อนคนที่กินยาสองตัวนี้จะเสาะท้องและคลื่นไส้อยากอาเจียน ปัจจุบันออกแบบให้มันไปละลายที่ลำไส้เล็กเพื่อลดการกัดกระเพาะและคลื่นไส้ ... การบดมันก็คือการทำให้เกิดการคลื่นไส้และปวดท้องเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังมียาอีกหลายตัวมากมาย ... ผมคงไม่ต้องบอกว่ามียาตัวไหนบ้าง เอาเป็นว่าถ้ายาไม่ระบุให้เคี้ยว(เช่นยาลดกรดในกระเพาะบางชนิด) แต่คุณอยากเคี้ยวหรือบดยา คุณควรจะถามจากเภสัชกรที่จ่ายยาให้ว่ายาตัวนี้เคี้ยวได้ไหม ... มิฉะนั้นผมคิดว่าเราควรจะกินแบบเป็นเม็ดๆอย่างที่มันมาแหละครับ

- การกินยายาก
กินยายากเป็นปัญหาในเด็กซะส่วนใหญ่ ถ้าเป็นยาน้ำก็มีปัญหาที่เกิดขึ้นคือรสยาที่ขมไม่ถูกลิ้น ถ้าเป็นยาเม็ด บางคนจะบอกว่าเม็ดใหญ่ไป กลืนไม่ลง ติดคอ

เรื่องรสชาติของยานั้น เป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ แต่ว่าโดยทั่วไปผู้ผลิตจะทำให้รสชาติแย่น้อยที่สุดอยู่แล้ว วิธีแก้ของบางคนคือการกินพร้อมอาหารหรือน้ำหวาน... การกินแบบนี้อาจจะต้องระมัดระวังในยาบางชนิดซึ่งห้ามกินพร้อมอาหาร หรือห้ามกินพร้อมน้ำผลไม้ เนื่องจากส่วนประกอบบางอย่างจะแตกตัวดูดซึมไม่ดีและได้ฤทธิ์ยาไม่เต็มที่

ส่วนเรื่องการกินยาแล้วติดคอ จริงๆต้องบอกว่าขนาดไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะยาอย่างที่ใหญ่ที่สุด ก็มีขนาดเม็ดที่กลืนได้ เพียงแต่ว่าหากเกิดอาการ"กลัวขม"ก็จะทำให้การกลืนยาผิดไปจากการกลืนปกติ บางครั้งเลยทำให้เกิดการติดคอได้

การแก้ไขทำได้โดยหัดการกินยาพร้อมน้ำและคิดซะว่ากลืนน้ำครับ.... การคิดว่ากลืนน้ำแล้วปล่อยให้น้ำพายาไปเอง จะทำให้กินยาได้โดยไม่ติดคอ

นี่เป็นเรื่องยาสั้นๆที่คุณนำไปใช้ได้ ซึ่งขอปิดด้วย คำพูดยอดฮิตของสมัยนี้ "อยากรู้เรื่องยา ให้ถามเภสัช" .... หากท่านใดมีความสงสัยเกี่ยวกับการรับประทานยาว่าควรทำอย่างไรดี วิธีที่ใช้อยู่ผิดหรือถูกหรือไม่ ท่านสามารถถามเภสัชกรได้เมื่อไปรับยาครับ

Date: Jan 11, 2007 6:38 AM

ด.ญ.ยอดกตัญญูเลี้ยงพ่อ-น้อง 2 คน

บัญชีออมทรัพย์ไทยพาณิชย์
เลขที่ 632-2-17685-0
สาขาเก้าเลี้ยว
ชื่อบัญชี กองทุนเพื่อการศึกษา ดญ.นภัสสร เกิดผล
โทรไปสอบถามแล้วครับ ...ตอนนี้มียอดไม่มากนักครับ
ช่วยๆกันหน่อย ..คนละ 100-200 ก็เยอะแล้ว



ด.ญ.ยอดกตัญญูเลี้ยงพ่อ-น้อง 2 คน

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านยางใหญ่อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ว่า พบเด็กหญิงยอดกตัญญูที่มีชีวิตลำบากต้องดูแลพ่อผู้พิการ และน้องอีก 2 คน จึงเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 74/9 หมู่ 5 ต.หนองเต่า พบ ด.ญ. นภัสสรหรือน้องปอ เกิดผล อายุ 11 นักเรียนชั้นป. 3 โรงเรียนบ้านยางใหญ่กำลังปอนข้าวปอนน้ำดูแลพ่อที่พิการแขน ขา เพราะประสบอุบัติเหตุพูดไม่ได้นอนซมอยู่ภายในบ้านสภาพเก่าๆ

จากการสอบถามน้องปอ เปิดเผยชีวิตรนทดว่า2 คน คือ ด.ญ.มนต์นภาหรือน้องส้ม เกิดผล อายุ 4 ปี และ ด.ช.ชโยดมหรือน้องดม เกิดผล อายุ 3 ปี ส่วนแม่ได้เลิกกับพ่อไปนานแล้ว ตนมีรายได้จากการรับจ้างร้อยมาลัยขายวันละ 100 กว่าบาท เวลาไปเรียนหนังสือก็ต้องขี่รถจักยานไปไกลหลายสิบกิโล และต้องให้น้องทั้งสองคนซ้อนท้ายรถจักรยานไปเรียนหนังสือด้วย เนื่องจากต้องการให้น้องได้กินข้าวจากอาหารกลางวันของโรงเรียน

" ส่วนตนนั้นพอกลางวันก็ต้องรีบเก็บอาหารที่เหลือจากโรงเรียน ขี่รถจักยานมาป้อนข้าวพ่อที่บ้านเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้พ่อ จากนั้นก็รีบขี่จักรยารกลับไปเรียนหนังสือให้ทันพอตกเย็นก็รับน้องกลับมาบ้านพร้อมกับอาหารที่เหลือมาจากโรงเรียนอีกมื้อมาป้อนให้พ่อทานส่วนวันหยุดก็ต้องออกไปรับจ้างร้อยมาลัย นำเงินมาซื้อยารักพ่อและซื้ออาหารเลี้ยงน้องทั้งสอง " หนูน้อยยอกกตัญญู กล่าว

ด้าน นายวิเชียรเชื่อมชิต ผอ.โรงเรียนบ้านยางใหญ่กล่าวว่า ด.ญ.ภัสสร มีอาการปวดท้องและขาดเรียนบ่อยครั้ง และเวลามาเรียนหนังสือก็ต้องพาน้องๆ มาเรียนด้วย จึงสั่งครูประจำชั้นไปดูที่บ้านว่าเด็กมีปัญหาอะไร ซึ่งเมื่อครูไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ถึงกลับน้ำตาซึม เพราะเด็กมีชีวิตลำบาก ต้องดูแลพ่อที่พิการและเลี้ยงน้องเล็กๆอีก 2 คน ทางโรงเรียนก็ได้ช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษาให้เด็กจัดรถจักรยานยืมเรียนให้ พร้อมทั้งช่วยเหลือเรื่องอาหารการกินโรงเรียนบ้านยางใหญ่ ต.หนองเต่า อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ เบอร์โทร 056-390188 ตลอดเวลา

ข่าวเก่าจากเตลินิวส์
เมล์รับเมื่อวันที่ Feb 2, 2007 6:27 AM

บัตรประชาชนที่หายไป

อยากจะให้ทุกคนอ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ เพื่อระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากบัตรประชาชนหายไป

เมื่อต้นเดือนพฤษศจิกายนกระเป๋าสตางค์ของผมหายไป คิดว่าทราบตัวคนร้ายด้วย แต่เนื่องจากว่าคิดว่าไม่มีอะไรเนื่องจากว่ามีเงินเพียงไม่กี่บาทแต่มีบัตรประจำตัวประชาชน บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเครดิต 3 ธนาคาร วันรุ่งขึ้นไปแจ้งความบัตรต่างๆ ที่หายไป เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ผมยังไม่ได้ไปทำบัตรเอที่เอ็มใหม่ จึงต้องใช้สมุดบัญชีไปเบิกเงินใช้แต่ต้องเบิกต่างสาขาเนื่องจากที่ทำงานไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ แต่สาขาที่เปิดบัญชีอยู่ในกรุงเทพ ปรากฏว่าเบิกไม่ได้เนื่องจากมีการเปิดสมุดเล่มใหม่ ตรวจสอบพบว่า คน ร้ายนำบัตรประชาชนที่ติดไปกับกระเป๋า ไปแจ้งความว่าสมุดบัญชีชื่อผมหาย และนำเอาใบแจ้งความไปที่ธนาคารสาขาที่ผมเปิดบัญชีในกรุงเทพ แล้วคนร้ายก็ได้เปิดบัญชีใหม่ และทำบัตรเอที่เอ็มด้วย กดเงินไป เรียบร้อย ไปดูกล้องวงจรปิด เห็นไม่ชัด แต่ผมยืนยันว่าใช่แน่ ๆ จากรูปพรรณสันฐานเป็นคนร้ายที่สงสัยแน่นอน

บัตรเครดิตทุกใบผมได้อายัดทันทีที่รู้ว่าหาย ตรวจสอบแล้วยังไม่มีการนำไปใช้สบายใจได้ แต่วันเดียวกันที่รู้เรื่องว่าคนร้ายแอบอ้างไปทำบัตรเอที่เอ็มซึ่งผ่านมาแล้วประมาณ2-3 สัปดาห์บัตรเครดิต 2 ใบ ก็ได้ใบไหม่มาแล้ว 1. ใบที่1 ได้มาแล้วแต่นำไปใช้ไม่ได้วงเงินเต็มตรวจสอบพบว่าบัตราเครดิตธนาคารนี้เมื่ออายัดครั้งที่ 1 ผมอายัดเอง ทางธนาคารได้ส่งใบใหม่มาให้แล้วแต่ปรากฏว่าคนร้ายเอาจดหมายแจ้งรับพร้อมกับบัตร ประชาชนใบที่ติดกระเป๋าสตางค์ไปโชว์รับที่เคาน์เตอร์ไม่รู้ว่าเอาจดหมายแจ้งรับไปได้อย่างไรเพราะว่า

ตั้งแต่เกิดเรื่องกระเป๋าหายก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย แล้วนำบัตรไปใช้จนเต็มวงเงิน จากนั้นคนร้ายก็แอบอ้างเป็นผมโทรเข้าไปอายัดอีกครั้งเพื่อให้ส่งใบใหม่มาให้แต่ไม่ไปตัดหน้ารับแล้วปล่อยให้จดหมายแจ้งมา ถึงผมแล้วผมก็ไปรับเอง แต่กลายเป็นบัตรที่วงเงินเต็ม แจ้งทางธนาคารโดยการโทรเข้าไป call center หลายครั้งพบพนักงานหลายคนผมต้องเล่าเรื่องใหม่ทุกคน รับเรื่องไว้ทุกคนบอกว่าจะดำเนินการให้มีรายการคนร้ายไปซื้อทองด้วยก็บอกว่าจะไปตามกล้องวงจรปิดมาเพื่อดูตัวคนร้ายผ่านไปหลายวันผมโทรเข้าไปอีก เจอพนักงานอีกคน เล่าเรื่องใหม่อีกเขาบอกว่าให้ผมรอโทรศัพท์ทางธนาคารจะติดต่อกลับมา ผ่านไป 1 สัปดาห์ โทรไปอีกเป็นเหมือนเดิมพนักงานที่รับโทรศัพท์บอกว่าชื่อพนักงานที่ผมบอกว่ารับเรื่องนั้นเขาไม่รู้จักและยังบอกว่ามันหลายวันแล้วกล้องวงจรปิดที่ร้านทองคงลบไปแล้วมั้งครับ

2. ใบที่ 2 ผมได้รับแล้วทางไปรษณีย์ แต่ปรากฏว่ามียอดการกดเงินสดจากบัตรเครดิตใบนี้แล้วในวันที่ผมยังไม่ได้รับบัตร แจ้งทางธนาคารโดยการโทรเข้าไป call center หลายครั้งพบพนักงานหลายคนผม ต้องเล่าเรื่องใหม่ทุกคน รับเรื่องไว้ทุกคนบอกว่าจะดำเนินการ fax ใบปฏิเสธรายการมาให้รอมานาน มาก ๆ เงียบเหมือนธนาคารแรกเลย

3. ใบที่ 3 จนถึงวันนี้นับตั้งแต่อายัดไปครั้งแรกยังไม่ได้รับบัตรเลย ตรวจสอบพบว่าบัตรได้ส่งไปแล้วและมีผู้เซ็นต์รับแล้วเนื่องจากมันเป็นจดหมายลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ดีมาก ๆ แจ้งว่าคนร้ายโทรเข้าไปบอกเปลี่ยนที่อยู่การส่งเอกสารเป็นที่อยู่ใหม จากนั้นคนร้ายนำบัตรเครดิตที่ได้รับไปใช้จนเต็มวงเงินเหมือนกัน ธนาคารนี้ติดต่อให้ผมไปดูกล้องวงจรปิดเนื่องจากคนร้ายนำบัตรเครดิตไปเบิกเงินสดจากกล้องเห็นไม่ชัดแต่ผมยืนยันว่าใช่แน่ ๆ จากรูปพรรณสันฐานเป็นคนร้ายที่สงสัยแน่นอน

ธนาคารอีกที่หนึ่งผมไม่เคยเป็นลูกค้าและไม่เคยติดต่อเลยจนวันนี้พบว่าชื่อผมไปเปิดบัญชีที่นั่นและทำบัตรเครดิตด้วย มีการใช้จนเต็มวงเงินเหมือนกันกับทุก ๆ ที่เลย จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่วันที่คนร้าย เปิดบัญชีที่ธนาคารนี้จนใช้บัตรเต็มวงเงินใช้เวลาไม่ถึง 15 วัน ทีอยู่ที่คนร้ายให้ไว้เป็นที่อยู่ที่เหมือนกับให้ไว้กับธนาคารในข้อ 3 เลยครับ

และปัจจุบันอิออนโทรมาหาผมที่ทำงานเพื่อถามข้อมูลพบว่าเมื่อไม่กี่วันนี้ผมไปสมัครบัตรอิออนด้วยนะ หลักฐานที่ใช้ไม่ใช่บัตรประชาชนใบเดิมที่ติดกระเป๋าสตางค์ไปแต่เป็นบัตรใหม่ที่ผมไปทำใหม่มาแล้วทราบได้ จากวันออกบัตรกับวันหมดอายุตรงกับบัตรใบใหม่ที่ไปทำมาเลย ส่วนที่อยู่ที่คนร้ายให้ไว้ตรงกับที่อยู่ในข้อ 3 เลยครับอิออนบอกว่าปัจจุบันมีการปลอมบัตรประชาชนกันเยอะ

ทุกคนอ่านกระทู้นี้แล้วคิดว่าสถาบันการเงินบ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง ในบัตรหน้าไม่เหมือนกันก็แจ้งความได้ ไปเปิดบัญชีธนาคารก็ได้ ไปรับบัตรเครดิตก็ได้ ไปทำบัตรเครดิตต่าง ๆ ก็ได้ ขอให้ทุกท่านแสดง ความคิดเห็นร่วมกันนะครับช่วยทีว่าผมควรทำอย่างไรดี

Date: Feb 5, 2007 5:56 AM

21 มิถุนายน 2550

แบบทดสอบทายนิสัย

แบบทดสอบทายนิสัย แต่ห้ามดูเฉลยก่อน
เลือกข้อที่ใกล้เคียงมากที่สุดนะ

1.บุคคลิกภาพของคุณเป็นอย่างไร?

(I) ชอบสันโดษ , คิดก่อนทำ ,มีแรงบันดาลใจหรือความคิดจากตัวเองเป็นใหญ่

(E) ชอบเข้าสังคม , ชอบไปงานสังสรรค์ , ทำก่อนคิด , มีแรงบันดาลใจหรือความคิดจากคน, สิ่งของ , สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่

2.เมื่อคุณมีข้อมูลที่ต้องพิจารณา คุณจะพิจารณาข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร?

(S) ดูถึงรายละเอียดของข้อมูล , ดูถึงปัญหาปัจจุบัน , ดูถึงหลักความเป็นจริง

(N) ดูถึงภาพรวมหรือข้อสรุปของข้อมูล , คาดการณ์ล่วงหน้า , ดูถึงความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้น

3.คุณใช้อะไรในการตัดสินใจกับปัญหา? (โดยสัญชาตญาณของคุณ)

(T) ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ , ใช้หลักตรรกวิทยาความถูกต้อง , คิดถึงผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจ

(F) ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ , ตัดสินใจจากความชอบ , ความต้องการ , คิดถึงความต้องการและการตอบสนองของตน

4.คุณมีวิธีการดำเนินชีวิตอย่างไร?

(J) ชอบวางแผนในการใช้ชีวิตประจำวัน , ชอบตั้งเป้าหมาย ระยะเวลา วันที่ในการทำ , ชอบตัดสินใจเพื่อให้จบปัญหา

(P) ยอมรับการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งรอบตัว , ไม่ยึดติด , มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ , รับฟังความคิดผู้อื่น

วิธีการ : เลือกตัวอักษรภาษาอังกฤษหน้าข้อที่เลือก แล้วนำมาเรียงกัน เช่น ISTJ แล้วมาดูเฉลยกัน

// คำตอบจะโพสต์อีกทีครับ

Rotti Boy - FACT

โปรดทราบ......
ขนมปังลักษณะที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และรวดเร็วโดยเริ่มจากหมู่แฟชั่นวัยรุ่นมาก่อนนี้ ขณะนี้ ได้มีการยืนยัน และประกาศมาก่อนจากทางสาธารณสุขในยุโรปว่า เป็นขนมปัง ที่มีอันตรายต่อสุขภาพสูงก่วาขนมปังทั่วไปเกือบ 200 เท่า จนขณะนี้ วัยรุ่นในยุโรป และญี่ปุ่น ต่างเลิกทานกันเพราะถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก

จากการทดสอบขนมปังดังกล่าวนี้ ที่ประเทศยุโรปเมื่อปี 2547 พบว่า ขนมปังดังกล่าว มีค่าของคลอโรสเตอรอล และไตรกรีเซอร์ไรด์ สูงกว่าขนมปังธรรมดาถึง 200 เท่า อันมาจากน้ำตาล และเนย รวมทั้งครีมไขมัน ที่ผสมลงไปเพื่อเพิ่มความหอมหวาน แต่เป็นภัยมหันต์ ต่อสุขภาพ

จากการทดสอบพบว่า ผู้ทานขนมปังดังกล่าวนี้จำนวนอาทิตย์ละ 4-5 ชิ้น จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมปริมาณ ไขมันสูงขึ้นถึง 30% และปริมาณ น้ำตาลสูงขึ้นถึง 45% อันเป็นต้นเหตุของโรคอ้วน และเบาหวาน รวมทั้งไขมันสูง และความดันโลหิตสูงอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น บรรดาสาว ๆ ที่นิยมทานขนมปังลักษณะนี้ จะพบว่า ปริมาณไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง และใต้แขน จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2548 ได้มีการเห่อแฟชั่นขนมปังดังกล่าวเพียงระยะสั้น ๆ แต่ภายหลังจากได้มีการประกาศจากสาธารณสุข เกี่ยวกับอันตรายของขนมปังดังกล่าวสู่สาธารณะชน และกลุ่มวัยรุ่น ปรากฏว่า ปริมาณความต้องการได้ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาวัยรุ่นผุ้ต้องการรักษาสุขภาพและทรวดทรง ต่างเลิกทานขนมปังดังกล่าวอย่างเด็ดขาด เพราะเกรงว่าจะทำให้เสียสุขภาพ รวมทั้งเสียบุคคลิกภาพ

ปัจจุบัน ประเทศที่ยังคงนิยมทาน และเห่อขนมปังดังกล่าวตามแฟชั่น ในเอเชียอาคเนย์นี้ ยังคงมีเหลือประเทศไทย ที่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณะสุข เกี่ยวกับอันตรายในการนิยมทานขนมปังดังกล่าว อันนิยมเป็นแฟชั่นในขณะนี้ ซึ่งผู้บริโภคส่วนมากไม่เคยได้รับทราบเกี่ยวกับอันตรายของการบริโภค เนย น้ำตาล และไขมัน ในปริมาณสูงที่มีอยู่ในขนมปังดังกล่าวนี้ รวมทั้งผู้ปกครองสมัยใหม่ ที่มักขาดความรุ้ และนิยมตามใจบุตรหลาน เพื่อแสดงความทันสมัย โดยปราศจากความคิดอ่านอย่างรอบคอบ ในสุขอนามัยทั้งส่วนตนและครอบครัว อย่างรอบคอบนั่นเอง

ดังนั้น หากท่านเป็นผู้หนึ่ง ที่นิยมตามแฟชั่น โดยปราศจากความรุ้ รวมทั้งนิยมทานขนมปังดังกล่าว ไม่ว่าจะด้วยรสชาติที่อร่อยลิ้น แต่สิ้นความปลอดภัยต่อสุขภาพ ก็ตาม ขอได้โปรดคิดอ่านให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเสียเงินแพง ๆ แต่คุณภาพต่ำ ๆ แถมทำให้ร่างกายอ้วนแบบไร้คุณค่า พร้อมโรคภัยที่ตามมาอีกมากมาย ทั้งเบาหวาน ไขมันสุง ความดันสูง เส้นเลือดอุดตัน หัวใจขาดเลือด และโรคอ้วนในบุตรหลาน นั้นเอง โปรดระวัง อร่อยปากลำบากกาย ตายเพราะความอ้วน

รับเมื่อ Mar 13, 2006 1:15 PM

19 มิถุนายน 2550

เพื่อนแนะให้ฉันทำเสน่ห์ยาแฝด

ฉันกับแฟนคบกันมา 4 ปี มีโครงการจะแต่งงานกันสิ้นปีนี้ แต่แล้วจู่ ๆ เค้าก็มาบอกว่า "เราเลิกกัน" "เค้าไม่ได้รักฉันแล้ว ตอนนี้เค้าพบคนใหม่ ตลอดเวลาเค้าหลอกฉันมาตลอดว่ารัก เค้าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่สิ้นปีนี้" ฉันทำทุกวิถีทางเพื่อจะฉุดรั้งเค้ากลับมา ฉันถามว่าฉันผิดตรงไหน ไม่ดีตรงไหน ฉันจะปรับปรุงตัวใหม่ เค้าต้องการอะไรฉันทำให้ได้ทุกอย่างและยอมทุกอย่าง ขอเพียงแค่ "กลับมาเหมือนเดิม" แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือความเฉยชา,หงุดหงิด,รำคาญ ทำอะไรก็ผิดไปหมด

"เพื่อน" แนะนำฉันให้ "ไปทำเสน่ห์" ปกติฉันเป็นคนที่กลัวเรื่องพวกนี้ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากเข้าใกล้ แต่....ณ จุดจุดนี้ ไม่ได้แล้ว ความรักบังตาฉันยอมทุกอย่าง ขอเพียงได้เค้ากลับคืน อะไรก็ได้สำหรับฉัน ณ ตอนนี้

"ปู่ฤาษี" คือผู้ที่เพื่อนฉันพาไปหา เพื่อนบอกว่า "ท่านเก่ง ญาติของเพื่อน สามีหนีไปอยู่กับเมียน้อยท่านก็เป็นคนเรียกกลับมา ทุกวันนี้ทั้งรักทั้งหลงภรรยา ไม่ไปมีใหม่อีกเลย"

บ้านปูนชั้นเดียว มีลานจอดรถที่พอจอดรถยนต์ได้ประมาณ 10 คัน วันแรกที่ฉันไปมีรถยนต์จอดอยู่ 3 คัน มองเข้าไปในบ้านมีคนนั่งจนล้นออกมาข้างนอกมีเสียงหัวเราะดังออกมาเป็นระยะ เพื่อนพาฉันเข้าไป ภาพที่ฉันเห็น "ชายหนุ่มอายุน่าจะประมาณ 28 - 29 ปี ผมยาวมีลายสักเต็มตัว นัยต์ตาหวานเยิ้ม มือคีบบุหรี่พูดไป ยิ้มไป ปล่อยมุกสนุกสนาน ทำให้ผู้ที่เข้ามาหาหัวเราะเป็นระยะ ๆ นุ่งชุดลายเสือ ดูดีมีเสน่ห์ " คนนี้เรอะที่เพื่อนบอกว่าเป็นปู่ฤาษี ทำไมยังหนุ่ม แต่ ณ วินาทีนั้นความรักบังตาไม่ได้คิดอะไร เพื่อนบอกว่าดี ฉันก็เชื่อโดยที่ไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์ในวันข้างหน้าเลย

เราสองคนนั่งรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง คนที่เข้ามาล็อคแรกก็ออกไป ถึงคิวของฉัน เพื่อนแต่งขันธ์ห้า (ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่) พร้อมเงิน 100 บาท ให้ฉันเขียนชื่อ-นามสกุล พร้อมที่อยู่ ของฉันและของแฟน ยื่นให้ปู่ฤาษี
".........(เอ่ยชื่อฉัน) ดวงไม่ดี จะถูกแย่งของรัก ....... (เอ่ยชื่อแฟน) คนนี้เป็นแฟนใช่มั๊ย"
ฉันตอบ "ใช่ค่ะ" มีอะไรจะถาม"ท่านถามฉัน
......เงียบ ......ฉันก็ไม่รู้จะถามอะไร
เพื่อนหันมาสะกิด "ตอบไปซิ"
ก็ไม่รู้จะตอบอะไร..........
ท่านนั่งหลับตาสวดคาถาประมาณ 5-10 คำ แล้วหันมาถาม " รักเค้ามาก ตอนนี้ใจเศร้าหมอง มีแต่คิดจะฆ่าตัวตาย .........อยากได้เค้ากลับมามั๊ย" ท่านหันมาถาม
"อยากได้ค่ะ" ฉันตอบ
"ถ้าอยากได้คืน จะช่วย แต่จะต้องจ้างน่ะ มีเงินเท่าไหร่"
"สองพันค่ะ"
ท่านหลับตาสักพัก "ไม่ใช่หรอก ในกระเป๋าตังค์มีเงิน ห้าพันบาท ในสมุดบัญชีมีเงิน.ก 3 หมื่น"
ฉันตกใจ ท่านรู้ได้อย่างไง
"ถ้าอยากได้คืน ปู่คิดค่าจ้าง 3 หมื่น"
"ตกลงค่ะ" ฉันตอบตกลง
"จะบ้าเหรอ.....3 หมื่นน่ะแก ไม่คิดก่อนหรือไง" เพื่อนฉันตกใจรีบหันมาถามฉัน
แต่สำหรับฉันตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการได้แฟนกลับคืนมา
ปู่ฤาษี มองหน้ายิ้ม ๆ "ให้ไปเอา..................................." ท่านสั่งให้ฉันนำสิ่งของมาเข้าพิธี
.............................................
รุ่งขึ้น เดินทางไปหาปู่ฤาษี ไปถึงก็มีคนมารอท่านเต็มอาศรมไปหมด
รายแรก....มากันประมาณ 5-6 คน แต่งขันธ์ 5 จานเดียวใส่เงิน 100 บาท แต่มีรายชื่อในกระดาษประมาณ 10 ชื่อได้ ท่านรับขันธ์ 5 ไป หลับตาสวดมนต์ ดูให้ทีละคน การทำนายของท่านแม่นเหมือนตาเห็น ท่านจะทักเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยก่อนว่า เป็นลักษณะไหนอยู่ตรงไหนมีอะไรเป็นจุดเด่น (มาทราบภายหลังว่าท่านไม่ได้ดูจากวันเดือนปีเกิด แต่จะส่งจิตไปยังบ้านที่เราอาศัยอยู่เพื่อไปตรวจสอบยังสถานที่ ท่านจึงต้องถามว่าสถานที่ที่ท่านไปถูกต้องหรือไม่) ท่านจะทักแต่ละคนตามรายชื่อที่เขียนไป จนกระทั่งไปสะดุดที่ชื่อของลูกสาวของคนที่มาดู "มันหนีออกจากบ้านไปใช่มั๊ย" (จริง ๆ แล้วท่านจะพูดเป็นภาษาอีสาน แต่ว่าฉันแปลเป็นภาษาภาคกลางให้เพื่อจะได้เข้าใจ)
"ใช่จ๊ะ" คนเป็นแม่พูด น้ำตาเริ่มไหล
ท่านหลับตาสวดมนต์สัก 5-10 คำ " มันหนีไปกับผู้ชายตอนนี้มันอยู่ กาฬสินธ์ อยู่บ้านเค้า"
"ปู่ช่วยหน่อย ตามมันกลับมาให้หน่อย" แม่พูดไปพร้อมเช็คน้ำตา ฉันเองก็พาลจะน้ำตาไหลตามไปด้วย
ท่านสวดมนต์สักพัก "เออ....ปู่จะช่วย วันจันทร์มันจะกลับมา พอมันมาแล้วให้พามันมาหาปู่........" ท่านพูดปลอบใจเขาสักพักแล้วก็เริ่มสอนให้เข้าใจถึงวิถีชีวิตของมนุษย์เป็นคำสอนตามแบบของศาสนา จนพ่อแม่ของน้องผู้หญิงผ่อนคลายหายเศร้าท่านจึงให้กลับ

รายที่ สอง เป็นชาวบ้านมาประมาณ 4-5 คน รายนี้ภรรยาหนีตามชู้ไป ทิ้งสามีกับลูกสองคน สามีเค้ารักภรรยามาก อยากได้ภรรยาคืน ฤาษีท่านดูไปแล้วทักว่า ภรรยาของแกหนีตามผู้ชายข้างบ้านไป ผู้ชายคนนั้นก็มีภรรยาแล้วใส่เสน่ห์ภรรยาของแกด้วย พอท่านพูดถึงตรงนี้ ผู้หญิงที่มาด้วยบอกว่าเป็นสามีของแกเอง ปู่จึงหันมาถามว่าจะเอาคืนด้วยหรือ ฝ่ายหญิงตอบว่าไม่เอา ปู่จึงหันไปถาม ฝ่ายชายว่าจะเอาคืนจริง ๆ หรือ ไม่รังเกียจเค้าหรือที่เค้าทำแบบนี้ โกรธเค้าไหม เกียจเค้ามั๊ย ซึ่งฝ่ายชายก็ยืนยันคำเดียวว่าจะเอาคืน ท่านถามซ้ำ 3 ครั้ง ฝ่ายชายก็ยังยืนยันคำเดิม ท่านรับปากว่าจะช่วยแล้วให้บูชาของสิ่งหนึ่งไป เรียกเก็บเงิน 500 บาท

ฉันเริ่มสงสัย เอ...ทำไมของฉัน 3 หมื่น ส่วนของคนนี้แค่ 500 บาท แต่ก็ยังไม่ได้ถามตอนนั้น

รายที่ 3 เป็นคุณยาย พาหลานสาวมากราบท่าน บอกว่าเป็นคนนี้ที่หนีออกจากบ้านแล้วให้ท่านตามมาให้ กลับมาแล้วตามที่ท่านบอก ท่านเรียกน้องผู้หญิง (อายุประมาณ 16-17 ปี) เข้ามานั่งต่อหน้าท่านแล้วเริ่มสอน ซึ่งคำสอนของท่านฉันฟังแล้วน้ำตาแทบไหล.....
"เห็นหน้ายายมั๊ย แกเสียใจขนาดไหน เค้าเลี้ยงเรามากี่ปี แต่ผู้ชาย.กคนพึ่งเจอกันไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงทุ่มเททุกอย่างให้เค้าได้ขนาดนั้น ยายเค้าเสียใจขนาดไหนเห็นมั๊ย (คุณยายเริ่มเช็ดน้ำตา) ที่ปู่ช่วยไม่ได้อยากช่วยเราน่ะ ปู่สงสารยายของเราถึงได้ช่วยเรียกกลับมา............................" ท่านสอนอยู่นานพอควร

เกือบบ่าย 2 ถึงคิวฉันซะที ท่านหันมายิ้ม "เดี๋ยวจะทำน้ำมนต์ให้อาบ"
ท่านให้ฉันอาบน้ำมนต์โดยท่านเป็นผู้ปลุกเสก จะมีผู้ชาย.กคนเป็นคนอาบให้ ในระหว่างที่อาบเค้าก็จะสวดคาถาไปด้วย .....หลังจากอาบน้ำมนต์เสร็จ ท่านก็ให้นำของที่เตรียมมาให้ ทำพิธีอยู่ประมาณ 10 นาที หลังเสร็จพิธีท่านผูกแขนให้ฉันแล้วสั่งให้ฉันปฏิบัติตามคำสั่ง
1. ทุกวันตอนเย็น ให้ฉันเดิน 999 ก้าว โดยให้นับทีละก้าวห้ามนับผิด หากนับผิดหรือไม่แน่ใจให้เริ่มนับใหม่
2. ก่อนนอนให้สวดมนต์ 99 จบ
3. ให้คุยกับ คุณพ่อหรือคุณแม่ทุกวัน เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังให้หมด ห้ามปิดบังและโกหก
4. ไม่ให้รับรู้หรือพูดคุยกับแฟนโดยเด็จขาด ภายใน 15 วัน หากผิดคำสัญญาจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จนกว่าจะครบ 15 วัน
ท่านให้ฉันปฏิบัติอยู่ 15 วันแล้วให้กลับมาหาท่านใหม่ ซึ่งท่านสัญญาว่าภายใน 15 วัน หากฉันทำได้ตามคำสั่งแฟนของฉันจะกลับมาหาฉันแน่นอน

ฉันรับปาก และเริ่มปฏิบัติตามที่ท่านสั่งไว้......เวลาเริ่มผ่านไปจากวันที่หนึ่ง เป็นวันที่สอง วันที่สาม วันที่สี่ วันที่ห้า.......วันที่สิบห้า วันที่ 15 ครบจำนวนวันที่ท่านสัญญาไว้ ฉันเดินทางไปหาท่านแต่เช้า.......
"เป็นไง.....รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือเปล่า" ท่านถาม
"ค่ะ สบายใจขึ้น มากแล้วค่ะ"
"รักเค้ามากเลยหรือ" ท่านถาม
"ค่ะ"
"ได้โทรหาแม่ทุกวันหรือเปล่า"
"โทรค่ะ"
"แม่ว่าไง เค้าเสียใจมั๊ย"
"แม่ไม่ว่าอะไรค่ะ ท่านจะคอยปลอบใจ แล้วท่านก็เสียใจมากค่ะ"
"แม่เสียใจ แล้วเราเสียใจมั๊ย"
.....ฉันเงียบ เริ่มคิด "เสียใจค่ะ"
"ตอนเราร้องไห้ แม่เค้าว่าไง"
"......แม่เค้าก็ร้องไห้ค่ะ...."
"รักแม่มั๊ย"
"รักค่ะ"
"ใครทำให้เราเสียใจ ใครทำให้เราเป็นแบบนี้ ผู้ชายคนนั้นใช่มั๊ย"
.......ฉันนั่งนิ่ง น้ำตาเริ่มไหล.......
"ทำงานมาเคยให้เงินแม่บ้างมั๊ย....เวลาไปตลาดเห็นกับข้าวเคยจำได้มั๊ยว่าแม่ชอบกินอะไร จำได้หรือเปล่าว่าตัวเราชอบกินอะไร...............ทุกวันนี้กับข้าวที่ซื้อมากินเป็นที่เราชอบหรือเป็นที่ผู้ชายคนนั้นชอบ........ทำไมต้องให้เค้ามามีอิธิพลอยู่เหนือตัวเองขนาดนั้น เค้าทิ้งเราไปเพราะอะไร.......ตอบได้มั๊ย"
".......เค้าไปมีคนใหม่ค่ะ"
"ทำไมเค้าไปมีคนใหม่"
"......ไม่ทราบค่ะ" ฉันตอบไปพลางเช็คน้ำตา
"เพราะสันดาน......เข้าใจคำว่าสันดานมั๊ย คนดี จะคิดดี ทำดี พูดดี คนไม่ดี ความคิดมันก็เลวไปด้วย อยากจะทุกข์ทรมารอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต ก็จะเอามันคืนให้ แต่ถ้าอยากจะมีความสุข ไม่อยากให้แม่เสียใจ มีชีวิตที่ดี เจอคนดี ๆ ก็เลิกกับมันซะ ปู่ไม่เคยเห็นใครตายเพราะอกหัก แต่ที่คนมันตายก็เพราะมันสิ้นคิด เพราะแพ้ใจตัวเอง ใจอ่อนแอ ถ้าไม่คิดไม่นำจิตไปวางไว้กับมัน มันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง บังคับตัวบังคับกายมันทำได้ แต่การบังคับใจถ้าไม่แกร่งจริงมันก็ยาก แต่ใจมันเป็นของเราถ้าเรายอมแพ้มัน เราก็จะแพ้ไปตลอดชีวิต ถ้าเราเคยเอาชนะมันได้บังคับมันได้ เราก็จะไม่มีทุกข์ ไม่มีใครช่วยเราได้หรอกหมอที่ไหนก็รักษาให้ไม่ได้ มีแต่ตัวเรากับเวลาเท่านั้นที่ช่วยตัวเราได้......สิบห้าวันผ่านมาเป็นไงบ้าง"
"ไม่ได้คิดอะไร ก็รู้สึกดีค่ะ"
"ทำต่อไปน่ะ ตัดใจซะ มันทำไม่ได้ทันทีหรอกแต่มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น คิดถึงแม่ไว้ให้มาก ๆ ไม่สบายใจอะไรก็เล่าให้เค้าฟัง ให้มีสติ อย่าไปจดจ่ออยู่กับมัน 15 วันผ่านมาไม่มีเค้าเราก็อยู่ได้ ไม่เห็นจะตายไม่ใช่หรือ ตัดใจซะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น อย่าไปใส่ใจกับมัน คนมันไม่ดีก็ปล่อยมันไปตามวิถีชีวิตของมัน........"
ปู่ฤาษี หันไปหยิบของในย่าม เป็นเงิน 3 หมื่นบาท ยื่นคืนให้ฉัน
"เงิน 3 หมื่น ปู่ไม่เอาหรอก ให้เอาไปเก็บไว้ 2 หมื่น เอาให้แม่ 5 พัน .ก 5 พัน ไปซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง แต่งตัวใหม่ให้ดูดีกว่านี้" พูดจบแกก็หัวเราะ
"จำคำปู่ไว้ อย่าเชื่อใจคน อย่ามองเพียงแค่ภายนอก แล้วอย่าไปทำเสน่ห์ที่ไหน.ก ทุกคนมีเสน่ห์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่เสน่ห์ที่เรามีจะถูกใจใครเท่านั้น พวกนุ่งผ้าเหลือง ผ้าขาว บางคนสักแต่เอาผ้ามาห่ม แต่ใจมันไม่ใช่คน เราเป็นผู้หญิงต้องระวังตัวให้ดี ถ้าเจอคนดีก็ดีไป ถ้าเจอพวกไม่ดีเราจะเสียทั้งตัว เสียทั้งเงิน เสียทั้งใจ จะไปโทษใครบอกใครก็ไม่ได้ เราโง่เอง ...หยุด...ห้ามไปทำเสน่ห์ที่ไหน.ก จำคำปู่ไว้ให้ขึ้นใจ วันนี้แฟนเราจะมาหา ก็ตัดสินใจเอาก็แล้วกัน"
........................................
ฉันกลับที่พัก เริ่มนั่งคิดทบทวน เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา ความเจ็บปวดที่เคยมี ทุกครั้งฉันแทบจะทนไม่ได้ถ้าคิดถึงเค้า แต่ตอนนี้ทำไมความเจ็บปวดมันลดลง เริ่มมองเห็นสิ่งต่าง ๆที่ผ่านมา จิตใจที่เคยอ่อนแอ มันเริ่มแข็งแรงตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันไม่รู้ น้ำตาที่เคยไหลไม่หยุดหากเมื่อไหร่ที่คิดถึงเค้า ทำไมมันหายไปไหน คำสอนของปู่ก้องอยู่ในสองหู ฉันตัดสินใจ.....จากนี้ต่อไปฉันต้องเข้มแข็ง

...........เสียงเคาะประตูหน้าห้อง.....
"ใครค่ะ" ฉันถาม
"เราเอง" เหมือนที่ปู่บอกไว้ไม่ผิด เค้ามาจริง ๆ ใจที่เคยเด็จเดี่ยวเมื่อครู่หายไปไหนหมด หัวใจเต้นแรง ใจเริ่มอ่อน เริ่มหวั่นไหว........
"มีธุระอะไร" ฉันไม่ยอมเปิดประตู
".....เราคิดถึง.....เปิดประตูให้เราหน่อย"
.......ฉันเริ่มสับสน น้ำตาเริ่มไหล จะทำไงดี...คิดถึงคำพูดของปู่ฤาษี คิดถึงหน้าแม่.......
"กลับไปก่อนน่ะ วันนี้เรายังไม่อยากคุย ตอนนี้เราอยู่กับแม่ กลับไปเถอะ" ฉันโกหกเพราะรู้ว่าตัวเองยังไม่เข้มแข็งพอ หากเจอเค้าวันนี้ฉันต้องใจอ่อนแน่นอน
........................................................
ทุกวันนี้ฉันฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน ปู่ฤาษีคัมภีร์ แสนวัง ผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ฉัน ถ้าไม่มีท่านฉันก็ไม่รู้ว่าชีวิตของฉันจะต้องพบเจออะไร อาจจะเจอสิ่งที่เลวร้าย เจอพวกซาตานในคราบนักบุญ ต้องเสียทั้งตัว เสียทั้งใจ จึงอยากจะขอเตือนเพื่อน ๆ ที่คิดจะไปทำเสน่ห์ ให้ไตร่ตรองให้ดี ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีเหมือนฉันเสมอ

Jun 10, 2007 8:12 AMลงวันที่ Jun 10, 2007 8:12 AM

คำถามกวนประสาท

รองเท้าอะไร หายากที่สุด ..: • :. รองเท้าหาย
ส้มบางอะไร หวาน ..: • :. ส้มบางลูก
ปลาอะไร สองตัวยี่สิบ ..: • :. ปลาตัวละสิบ
ปลาอะไร กินลูกตัวเอง ..: • :. ปลาใจร้าย
ปลาหมอตายเพราะอะไร ..: • :. ไม่หายใจ
ทำไม ปลาจึงวางไข่ ..: • :. เพราะถ้าโยน ไข่จะแตก
อะไรเอ่ย สวยแต่เหม็น ..: • :. นางสาวไทยตด
เดือนอะไร มี 32 วัน ..: • :. เดือนกว่า ๆ
อะไรเอ่ย คนหนึ่งรู้ สองคนรู้ สามคนไม่รู้ ..: • :. ตด
ทำไมเวลาสิงโตตื่นนอนต้องหันซ้ายทีขวาที ..: • :.เพราะหันทีเดียวพร้อมกัน2
ข้างไม่ได้
หมาอะไร อดอยาก ผอมโซ ..: • :. หมาไม่แดก
งูอะไรทำเหมือนหมา ..: • :. งูเห่า
ใต้สะพานมีจระเข้ สัตว์เดินผ่านสะพานจะถูกกินหมด
วันหนึ่งมีหมูเดินผ่านทำไมไม่โดนกิน ..: • :.
จระเข้เป็นอิสลาม
ทำไมขนมจีบถึงชอบซาลาเปา ..: • :. เพราะซาลาเปาทั้งขาว ทั้งอวบ
ทำไมเวลาเปิดตู้ยาต้องเปิดและปิดเบาๆ ..: • :. กลัวยานอนหลับตื่น
โยนนมสองกระป๋องลงน้ำ ทำไมกระป๋องนึงจมแต่อีกกระป๋องไม่จม ..: • :.นมตราหมี(จม)
/นมตราเรือใบ (ลอย)
มีรถบรรทุกปลาทู ปลาทูตกลงบนถนน รถคันที่ตามหลังมาแล่นมาทับทำไมปลาทูไม่ตาย..: • :.
ปลาทูแข็งแรงมาก
10+10 เท่ากับเท่าไร ..: • :. = 25 (กระเทยตอบ "ยี่สิบฮ้าาาา...")
โรงเรียนอะไร เล็กที่สุด ..: • :. โรงเรียนของหนู (ทำปากจู๋ด้วย)
เราเรียกผู้หญิงที่ไม่ยอมคุมกำเนิดว่าอะไร ..: • :. คุณแม่
ลูกที่ฆ่าพ่อแม่ตาย เรียกว่าอะไร ..: • :. ลูกกำพร้า
ชีอะไร ไม่ชอบว่ายน้ำ ..: • :. She doesn't like swimming
นกอะไรเอ่ย ตัวติดกับเท้า หัวก็ติดกับเท้า
ปีกก็ติดอยู่กับเท้าปากก็ติดอยู่กับเท้าอีก ..: • :. นกโดน
เหยียบ
คนอะไรมีสองตา ..: • :. คนที่มีสองยาย
กาอะไรมี 5 เสียง ..: • :. กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า
ทำไมนกจึงบินมาประเทศไทยจากทางทิศใต้ ..: • :.เพราะมันเดินมาไม่ได้..ไกลมาก
ทำไมหินถึงจมน้ำ ..: • :. ว่ายน้ำไม่เป็น
"สลิมเคย" คืออะไรอยู่ในกรุงเทพฯ ..: • :. บางกะปิ (สลิม=บาง / เคย=กะปิ)
อะไรเอ่ย มัจฉาอ่อนแรง ..: • :. ปลาร้า (อ่อนล้า)
ต้นอะไรออกลูกเป็นแมว ..: • :. ต้นตระกูลแมว
จระเข้หางขาด แล้วจะเป็นอย่างไร ..: • :. เป็นแผลที่หาง
พยาบาลกลัวอะไรที่สุด ..: • :. กลัวหมอฟัน
ก่อนเป็นพยาบาลต้องเป็นอะไรมาก่อน ..: • :. พยาตูม (ต้องตูมก่อนถึงจะบาน)
โรงเรียนอะไรอยู่กลางถนน ..: • :. โรงเรียน ลดความเร็ว (ป้ายจราจร)
สุทธิชัย หยุ่น ชอบเบอร์อะไรมากที่สุด ..: • :. เบอร์กามอท
ทำไมชีวิตคนเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง ..: • :.เพราะแปรงเก่าใช้มานานจนขนแปรงบานแล้ว
วันอะไรไม่ควรสระผม ..: • :. วันพฤหัส (วันพฤหัสสระบ่ดี)
เงินสกุลอะไรน่ากลัวที่สุด..: • :.เงินบาด
มีอะไร ตัวสีขาว หัวสีแดง ขาสีฟ้า ตาสีรุ้ง ..: • :.มีที่ใหนกันเล่า..โธ่เอ๋ย
ทำไมจึงต้องเติมจุดที่ซาลาเปา ..: • :. จะได้รู้ว่าลูกไหนเติมลูกไหนยังไม่เติม
ลุ่มน้ำอะเมซอนเป็นแหล่งที่อยู่ของปลาปีรันย่า ถ้าคนตกลงไปจะเป็นอย่างไร..: • :.เปียก
ทหารราบ กลัวอะไรที่สุดในสงคราม ..: • :. ทหารลาว (เพราะทหารลาวกินลาบ)
อะไรรุนแรงกว่า "ลูกเตะ" ..: • :. พ่อเตะ
ทำไมขับรถชนนก ถึงต้องติดคุก ..: • :.ขับรถไปชนนกหวีดที่ติดอยู่กับปากตำรวจจราจร
ผู้ชายกับผู้หญิง ใครฉี่ไกลกว่ากัน ..: • :. ผู้หญิง
(ผู้ชายฉี่ข้างๆรถได้แต่ผู้หญิงต้องไปฉี่ไกลถึงโน่น)
พระใช้อะไรตีระฆัง ..: • :. ใช้เณร
คิดอะไร เราอดกิน ..: • :. คิด คิด เพื่อนเคี้ยว
กัดแอปเปิ้ล1คำเจอหนอน1ตัว กัด 2 คำเจอ 2 ตัว
ถามว่ากัดจนเจอหนอนกี่ตัวจึงตกใจสุดขีด ..: •:. ครึ่งตัว
อาภาพร นครสวรรค์ชอบสัตว์อะไร ..: • :.
ม้า(ชอบม้า..ชอบม้า…รูปร่างหน้าตาอย่างเนี้ย….)
ถ้า"ยุ้ย"เป็นพยาบาลแล้ว "ยอม"เป็นอะไร ..: • :. ยอมเป็นข้าวมันไก่(เพลงของเจมส์)

18 มิถุนายน 2550

ข้อคิดดี ๆ จากน้าเน๊ก

คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี
1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม......... ไม่เลว 3,120 สัปดาห์
อุแม่เจ้า........แสดงว่า
เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าหนีจากปฏิทิน
เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก...
เปล่าเลยผมไม่ได้กลัวตาย
และขอโทษที่หากเรื่องอาจไม่ค่อยขำ
แต่ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่บนโลกนี้มันน้อยมากหากคำนวณในเชิงตัวเลข
ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน
เพลงอีกหลายเพลงยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ดู
ความรู้สึกในใจอีกมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป โอ๊ย..... กลุ้ม
สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามัน
น้อยเกินไปจริง ๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้นคือ
ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี
แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่าบางคนไม่ได้มีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ!
อุแม่เจ้าเทค 2
คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันวันแล้วเหรอเนี่ย!!!!
คิดแบบนี้ต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู
กางปฏิทินออกกว้าง ๆ
เพราะมันคือเวลาที่เราเหลือ.... บนโลกนี้
นี่ชั้นกำลังทำบ้าบออะไรอยู่.....ไม่เลยน้องสาว
นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งสิ้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน
เอาล่ะ งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 17 ปี
แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,205 วัน
และผ่านคืนวันเสาร์มาร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น ......
คำนวณเองบ้างซิว้อยย.....
เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลา (ที่คาดว่าจะ) เหลืออยู่
ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะทำยังไงกับมันดี .....
แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ
นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวัน ๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า "เงินเดือน"
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้ง ๆ
ที่ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ
ไม่ก็เห็นแค่ว่าเพื่อนเรียน
เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่า กูจะเป็นอะไรดี
บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น
ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น
แต่กลับปล่อยให้ใจตัวเองเหลืออยู่แต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวัน ๆ
ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ....ไอ้บ้า
และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม "ฆ่าเวลา " ชีวิตมันว่างจัด
ขนาดต้องฆ่าเวลากันเลย
บอกตรง ๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล
เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากัน ......แล้วนะ
ลองคิดแบบนี้บ้าง
ใช่แล้ว ....เราจะเกิดความเสียดาย
เพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านที่เรายังไม่ได้ทำ
ตายได้ไง หากฝันไม่สำเร็จ
ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่าง ก่อนที่จะตาย ... ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้
และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ...
มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบตายวันตายพรุ่งก็จะได้นอนตายตาหลับ
ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า....พรุ่งนี้ฉันจะตายแล้ว
ทำงานในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามความฝันของเราไปสุดโต่ง ...ต้องรีบแล้ว เดี๋ยวตายนะ...เตือนแล้วไง
รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี
ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย ... เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ) ตายแล้ว
ใช้เวลา (ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้
กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดครั้งสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะอย่างน้อย ๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล
....... คนข้างบ้านเดินแป้นแล้นมาบอกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพูพร้อมการ์ด
ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น
แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง
เมื่อกี๊ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทรมาปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน.........
หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย ......
แต่กว่าคนเป็นแม่จะรู้ข่าวร้าย ก็ปาไป 5 วัน
ซองในมือผม กลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้ กลายเป็นพวงหรีด
และทั้งหมดกลายเป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากจะบอก
ว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน .... แล้วนะ
อ้าว.... รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก
รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ไปทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ
เดี๋ยวตายซะก่อน ....เสียดายแย่

โดย น้าเน๊ก ...... เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา

แผ่นดินไหวที่ไต้หวัน เน็ตไทยช้าลง 30%

สำนักข่าวบีบีซี รายงานวานนี้ (28 ธ.ค.) ว่า การใช้งานระบบโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ตในแถบเอเชีย ทั้งที่ไต้หวัน ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น กำลังจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศไต้หวัน เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ผู้ให้บริการระบบอินเตอร์เน็ตรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ขณะที่บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ แจ้งว่า ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการซ่อมแซมโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

สำหรับประเทศไทย บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT Telecom ชี้แจงความเร็วของระบบอินเตอร์เน็ตในไทยล่าช้าลงราว 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากโครงข่ายเคเบิลได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในไต้หวัน ซึ่งคาดจะส่งผลกระทบต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 7-10 วัน ขณะนี้ไต้หวันได้ส่งเรือออกไปซ่อมระบบแล้ว โดยคาดว่า จะซ่อมเส้นหลักก่อน ด้าน บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ยอมรับบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ 007 และ 008 ได้รับผลกระทบราว 10-15 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้งานปกติ ส่วนบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของ ทีโอที จะมีผลกระทบกับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ เนื่องจากช่องสัญญาณอินเตอร์เน็ตต่างประเทศ (bandwidth) ได้รับความเสียหายประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งผลให้ความเร็วการใช้งานอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศลดลง

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม 2549

มีนกนางแอ่นสายพันธ์หนึ่ง




มีนกนางแอ่นสายพันธ์หนึ่ง เกิดมามีคู่เดียวรักเดียวใจเดียว

ในรุปคู่ของมันโดนรถชนตาย
ตัวผู้เลยเข้าไปดูตัวเมียแล้วร่ำไห้ร้องตะโกนหาคนที่ชนคู่ของมัน

แต่ตัวเมียได้ตายเสียแล้ว ตามธรรมชาตินกพันธ์นี้จะไม่ยอมมีคู่อีก
และมันจะเปนเช่นนี้ทุกคู่ไป และผลสุดท้ายของความรักของนกคู่นี้คือ

ตัวผู้จะนอนกกศพตัวเมียจนกว่ามันจะหมดแรงขาดใจตายไปในที่สุด
ตายตามคนที่รักไป เคยรักแล้วทุ่มเททั้งชีวิตแบบนี้หรือเปล่า
ไม่ขอให้เทียบเท่าแค่ขอให้ยาวนาน



รับเมื่อวันที่ 06/16/2007 10:43 PM

17 มิถุนายน 2550

อุบัติเหตุขณะใช้โทรศัพท์มือถือ


ไม่มีคำบรรยายครับ

แม่เฒ่าผู้มัดเท้า

ท่ามกลางสำเนียงแผ่วพลิ้วของสายลม และแสงแดดอันแห้งผาก ณ ชนบททางหรดีทิศของจีน
หญิงชรานางหนึ่งนั่งทอดหุ่ยอาลัยวันวาน ที่ผ่านไปอย่างเดียวดาย ทว่า พลันที่เธอ
คลำฝ่าเท้าอันเรียวบางของเธอ อนิจจานัยน์ตาของเธอกลับเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ที่
พรั่งพรูมามิขาดสาย พร้อมภาพความเจ็บปวดในอดีตที่ยากลืมเลือน

โจวกุ้ยเจิน แม่เฒ่าวัย 86 เจ้าของเท้าดอกบัวทองคำ ซึ่งมิเคยย่างกรายออก
ไปเกินกว่ากำแพงดินของหมู่บ้านหลิวอี้ว์ มณฑลหยุ นหนัน (ยูนนาน)
กระทั่งเมื่อเธอเริ่มเต้นรำประกอบแผ่นเสียง เธอจึงเริ่มมีโอกาส
ได้ออกไปยลโฉมโลกภายนอก ที่จำต้องอุดอู้อยู่ในหมู่บ้านนั้น มิใช่ว่าเธอมิอยาก
ออกไปท่องโลกกว้าง ทว่า ความเชื่อคร่ำครึในสังคมจีนที่ " ขนาดเท้าเป็นมาตรฐาน
ตัดสินคุณค่าของผู้หญิง ยิ่งเล็กยิ่งงาม " ทำให้แม่เฒ่าโจวถูกจับมัดเท้าแต่เด็ก
จนเท้าของเธอมีรูปร่างผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไป ด้วยมีขนาดเท่าซองบุหรี่ ส่วน
กระดูกเท้านั้นเล่า ก็งองุ้มผิดธรรมชาติ

มาตรความสวยงาม ที่สังคมชายเป็นใหญ่ตั้งขึ้น เพื่อสนองตัณหาของตนนั้น
กลับเป็นเครื่องพันธนาการสตรี ซึ่งถูกจองจำให้อยู่เหย้าเฝ้าเรือน ด้วยเท้าทั้ง
สองข้างของเธอถูกมัดตรึง จำกัดการเติบโตให้อยู่ในรองเท้าดอกบัวทองคำขนาดเล็ก
เพียงไม่กี่นิ้ว พอๆกับอิสรภาพของเธอที่ถูกรัดตรึงโดยสภาพสังคมที่กำหนดให้สตรี
เป็นเพียงวัตถุสนองตัณหาความใคร่ของชาย

ทว่าอย่างน้อย พวกเธอก็ยังพอมีทางหาความสำราญเพียงน้อยนิดในบางโอกาส " ใน
สมัยก่อนพวกเราฟังเพลง ที่วัยรุ่นสมัยนั้นนิยม แล้วก็เต้นรำไปตามท่วงทำนองที่
ได้ยิน ซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกมาก พวกเรามีโอกาสได้ไปแสดงที่คุนหมิง รวมทั้งได้
รับเชิญไปยังปักกิ่ง และโตเกียว ถึงแม้ที่สุดแล้ว ฉันจะพลาดโอกาสงาม ด้วยมี
ปัญหาสุขภาพ " แม่เฒ่าโจวกล่าว ขณะแกว่งเท้าขนาด 5 นิ้วของเธอไปมา พร้อมกับอวด
รูปเธอกับเพื่อนคณะนักแสดงทุกคน ซึ่งถูกมัดเท้าจนเรียวเล็กเช่นเดียวกับเธอ

เมื่อแม่เฒ่า กับเพื่อนนักแสดงเริ่ม เต้นรำประกอบเพลงเมื่อเกือบ 25 ปี
ที่แล้ว ในขณะนั้น เป็นยุคทศวรรษที่ 1980 ที่จีนเพิ่งฟื้นตัวจากกระแสปฏิวัติ
วัฒนธรรม (ค.ศ. 1969-1976) ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสซ้ายจัดครอบงำจีนอย่างรุนแรง
อะไรก็ตามที่เป็นตะวันตก หรือเป็นวัฒนธรรมของชนชั้นสูงเป็นสิ่งนอกรีต และจะต้อง
ถูกกำจัด

ในยุคที่พวกเธอเริ่มสนุกสนานกับการเต้นรำนั้น มรดกตกค้างจากการปฏิวัติฯ
ยังคงอยู่ พวกเธอถูกมองว่าเป็นพวกนอกคอก เป็นคนแปลกในสายตาของสังคม
หยังหยัง นักเขียนวัย 43 ซึ่งเติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศหมู่บ้านหลิวอี้ว์
รำลึกถึงช่วงเวลานั้นว่า " ฉันและเพื่อนๆต้องแอบรวมกลุ่มเต้นรำตามเสียงเพลง "
เพราะกระแสตกค้างจากการปฏิวัติยังคงอยู่ หยังกลับมายังหมู่บ้านเพื่อถ่ายทอด
เรื่องราวของโจว และหญิงมัดเท้ารายอื่นๆกว่า 300 ชีวิต ซึ่งหยังประทับใจเรื่อง
ราวของพวกเธอหลังได้ยินว่า แม่เฒ่าทั้งหลายต่างแอบเต้นรำประกอบเพลง ซึ่งเป็นที่
นิยมในหมู่วัยรุ่นสมัยหยัง

"คุณอาจจะเชื่อว่า สาวจากยุคประเพณีเก่าแก่เหล่านี้ ต้องต่อต้านการเต้น
รำและเพลงสมัยใหม่ ทว่า น่าตกใจที่ พวกเธอกลับยอมรับสิ่งเหล่านี้อย่างเต็มใจ...
ที่จริงบรรดาสาวๆที่ถูกพันธนาการอยู่ในกรอบจารีตประเพณี กลับเต้นได้ดีกว่าเรา
เสียอีก " หยังกล่าว

แม่เฒ่าโจว เอื้อนเอ่ยเรื่องราวของชีวิตห้วง 3 แผ่นดินของเธอว่า ก่อน
ประธานเหมาสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี ค.ศ. 1949 นั้น ชีวิตของพวกเธอแสนจะสุข
สบาย ด้วยสังคมยังคงมีกระแสนิยมความงาม โดยวัดจากขนาดของเท้า ยิ่งเท้าเล็กเท่า
ไหร่ยิ่งหมายถึง โอกาสที่มากขึ้นเท่านั้น เท้าดอกบัวทองคำของแม่เฒ่าโจว ทำให้
เธอได้มีโอกาสแต่งงานกับชายหนุ่มรูปหล่อ ฐานะดี ซึ่งชีวิตสมรสของเธอก็ดำเนินไป
อย่างสุขสม แม้จะต้องแต่งงานถึง 2 ครั้ง

กระทั่งยุคปฏิวัติจีนใหม่ของพรรคค้อนเคียว ที่พิชิตชัยชนะในปี ค.ศ. 1949
นั้น ชะตาของแม่เฒ่าก็ถึงจุดพลิกผัน เมื่อบ้านของเธอถูกยึด พ่อแม่สามีคนที่ 2
ถูกทุบตีจนตาย เนื่องจาก ครองทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับสังคม
คอมมิวนิสต์ โจวถูกริบทรัพย์สิน จนเธอจำต้องยอมก้มหน้ารับชะตากรรม ทำงานหนักใน
คอมมูน ทั้งที่เท้าทั้งสองข้างก็มิอำนวยให้เธอใช้แรงงงาน

ทว่า ฝันร้ายยังไม่จบ หยังเยี่ยว์สือ เพื่อนบ้านของโจว สะท้อนประสบการณ์
อันขมขื่นว่า " พวกเราต้องซ่อนเท้าเล็กๆ ด้วยการสวมใส่รองเท้าขนาดปกติ ที่มีขนาด
ใหญ่กว่าเท้าของเรามาก " หญิงชราซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการยอมรับว่า " เป็นสาว
งามเจ้าของเท้าขนาด 3 นิ้ว! " กล่าว

แม้ดร. ซุนยัตเซ็นจะประกาศ ทลายประเพณีมัดเท้าตั้งแต่ครั้งปฏิวัติซินไฮ่
ปี ค.ศ. 1911 ทว่า ครัวเรือนชนบทยังคงลักลอบมัดเท้า ตราบจนพรรคอมมิวนิสต์เถลิง
อำนาจ ประชาชนถูกเกณฑ์ใช้แรงงานในคอมมูน ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้อย่าง
ชัดเจนว่า ครอบครัวใดยังคงมัดเท้าอยู่ ประเพณีโหดร้าย ที่มีอายุนับพันปีจึงถึง
กาลอวสาน

ตำนานที่นิยมอย่างแพร่หลายกล่าวว่า ประเพณีมัดเท้านั้นมีรากที่มา และการ
ปฏิบัติอย่างจริงจังในราชสำนักถัง เมื่อจักรพรรดิหลี่อี้ว์ตกหลุมรักนางรำนามเห
ยาหนิง ซึ่งมีเท้าเล็กจิ๋วตามธรรมชาติ ขณะร่ายรำพร้อมสวมรองเท้าขนาดเล็ก พัน
ด้วยผ้าไหมประดับไข่มุกขาวนวล และอัญมณีเลอค่า

ประเพณีดังกล่าวค่อยแพร่มายังชนชั้นล่าง ด้วยพวกเขาเชื่อว่า จะช่วยยก
ระดับทางสังคม และเสริมความงามให้กับหญิงสาว จนในที่สุด เท้าของหญิงสาวกลายเป็น
เครื่องตัดสินอนาคตชีวิตสมรส และความพึงพอใจทางกามารมณ์ที่ชายพึงมีต่อหญิง
ฉะนั้น หญิงสาวแดนมังกรจำนวนมาก จำต้องพิกลพิการเพราะวัตรปฏิบัติ สนองตัณหาชาย
ดังกล่าว เพื่อที่จะได้เท้าขนาดเล็ก ซึ่งเรียกขานกันว่าเท้าดอกบัว (ในรายที่เล็ก
มากจะเรียกดอกบัวทองคำ) สาวน้อยวัย 6 ปี จะถูกนำตัวมาบิดงอรวบนิ้วเท้าทั้ง 5
เข้าหากัน จากนั้น จึงพันด้วยผ้าลินินขาวสะอาด ไล่จากหัวแม่เท้ายันปลายเท้า
อย่างแน่นหนา กระทั่งกระบวนการแสนทรมานดังกล่าวผ่านไป กระดูกเท้าของหญิงสาว
เหล่านั้น จะค่อยเติบโตอย่างผิดรูปผิดร่างภายใต้รองเท้าเล็กกระจิดริด ซึ่งพวก
เธอแต่ละคนจะทำขึ้นใช้เอง

เมื่อเยื้องย่างด้วยท่าอ้อนแอ้นแลดูสวยงาม ความเจ็บปวดแสนสาหัส ราวเข็ม
พันเล่มกลับทิ่มแทงพวกเธอมิรู้จบ เท้าที่ถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา จนเป็นแผล
เน่าส่งกลิ่นเหม็น แต่ด้วยความจำยอม ปล่อยให้ประเพณีจองจำอิสรภาพ พวกเธอจึงต้อง
จำทน ให้เท้าที่ดูสมส่วนสวยงามตามธรรมชาติ ต้องกลายสภาพเป็นเท้าคนพิการตลอด
ชีวิต

ครั้นจีนเข้าสู่ยุคปฏิรูปเปิดประประเทศ ชะตากรรมของสตรีค่อยดีมากขึ้น
ทุกวันนี้ ผู้หญิงสามารถเลือกกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้มากกว่าแต่ก่อน บทบาททาง
สังคม และอาชีพการงาน ก็ก้าวหน้าอย่างมาก แม่เฒ่าเผยว่าเธอไม่รู้สึกเสียใจกับ
เรื่องที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า " ฉันมีสามี 2 ลูก 4... คนหนึ่งก็เรียนอยู่ระดับ
มหาวิทยาลัย ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ ก็สามารถขับรถได้ สิ่งต่างๆ ดีขึ้นกว่าก่อนเยอะ "

ทว่า ในกระแสบริโภคนิยมทุกวันนี้ เรื่องราวของแม่เฒ่านับวันจะยิ่งเลือน
หาย เหลือเพียงตำนานและเรื่องเล่าว่า " เคยมีประเพณีแสนโหดร้ายชื่อว่า " มัดเท้า "
ในแผ่นดินจีน " หญิงสาวในห้วงพันปีต่างตกเป็นเหยื่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว พวกเธอ
กำลังจะถูกลืม ใครเล่าจะเป็นห่วง...ทวงสิทธิของเธอกลับมา... ใครเล่าจะรับประกัน
ว่า... เรื่องเล่าโหดร้ายนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เมื่อผู้หญิงยังถูกแปรเปลี่ยนเป็น
วัตถุสนองตัณหา ระบายความใคร่ของบุรุษเพศ อย่างไม่สิ้นสุด

Microwave

ลองคิดดูว่าทำไม เตาไมโครเวฟ จึงมีโทษและหากมีโทษ ทำไมรัฐบาลจึงไม่ห้ามการวางขายในตลาด และมีการเปรียบเทียบอย่างหนึ่ง อาจอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ กล่าวคือ หากคุณวางกบตัวหนึ่งลงในกระทะที่กำลังตั้งไฟร้อนๆ กบจะกระโดดหนีออกจากกระทะทันที แต่ถ้าใช้เทียนไขค่อยๆ ลนกระทะใบนั้นให้ร้อนขึ้นเรื่อยๆ

ตอนเริ่มต้นกบจะยังไม่รู้สึกถึงความร้อน แต่พอเริ่มรู้สึกและอยากกระโดดหนี ขาก็จะโดนละลายติดกับกระทะ จนหนีไม่พ้น ปัจจุบันเตาไมโครเวฟ ก็เหมือนเทียนไขเล่มนั้น

คนที่ใช้ก็เหมือนกบตัวนั้น กว่าจะรู้ตัวว่า ถูกละลายติดหนับ ก็อาจสิบหรือยี่สิบปีผ่านไปแล้ว แต่จะช้าหรือเร็วต้อง ถูกยึดติดขาไว้แน่น... ในการให้เลือดของโรงพยาบาล ต้องเอาเลือดที่นำออกจากตู้เย็นไปอุ่นให้ร้อนเสียก่อน ก่อนที่จะฉีดให้คนไข้

เคยมีนางพยาบาลที่ต้องการประหยัดเวลาใช้เตาไมโครเวฟช่วยอุ่นอุณหภูมิของโลหิตนั้น ปรากฏว่า พอฉีดเข้าในร่างกายผู้ป่วยทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทันที จึงเป็นที่มาของกฎข้อห้ามที่เข้มงวดในโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาล ห้ามใช้เตาไมโครเวฟอุ่นโลหิตอย่างเด็ดขาด

ตั้งแต่นั้นมาบนฉลากขวดนมสำหรับเลี้ยงทารก ก็มีการระบุอย่างชัดเจนว่า ห้ามใช้เตาไมโครเวฟต้มน้ำให้เดือด เนื่องจากคลื่นไมโครเวฟจะไปทำลายสารอาหารที่มีประโยชน์ทั้งหมด

ผลร้ายที่เกิดเนื่องจากไมโครเวฟนี้ มีรายงานมากมายที่ทำในประเทศรัสเซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ แต่มีน้อยมากที่ทำในสหรัฐอเมริกาเนื่องจากการวิจัยในสหรัฐส่วนใหญ่จะต้องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการค้า มิฉะนั้นจะไม่ค่อยมีคนทำตามรายงาน

ในรัสเซีย เยอรมนี และสวิส พบว่าคลื่นไมโครเวฟจะทำให้คลื่นสมองลดลงสมองเสื่อมทำให้คลื่นสมองมีความยาวคลื่นสั้นลง ในไมโครเวฟนอกจากจะเป็นสารก่อมะเร็งแล้วยังเป็นสารตกค้างที่ร่างกายขจัดไม่ได้ คลื่นในระยะยาวจะทำให้ฮอร์โมนเพศลดลง และเปลี่ยนแปลงทำลายเกลือแร่ต่างๆ

ในผักเปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระที่เป็นโทษต่อร่างกาย ยังมีคลื่นอื่นๆ อีกหลายตัวในไมโครเวฟที่ล้วนทำให้สารบำรุงในอาหารเปลี่ยนไป และแปรสภาพเป็นสารก่อมะเร็ง การรับประทานอาหารที่ปรุงโดยไมโครเวฟนานๆ จะทำให้ร่างกายสะสมสารก่อมะเร็งเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสารบำรุงในอาหารถูกทำลายก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร ทำให้ร่างกายอ่อนแอ

การรับประทานอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะทำให้ความจำเสื่อม ขาดพลัง ทางที่ดีหากเป็นไปได้ใช้ให้น้อยที่สุด

หญิงขับรถพึงระวัง! 5 วิธีรู้ทันโจร

คุณผู้หญิงที่ขับรถจะรู้ได้อย่างไรว่า พลเมืองดีที่อาสาช่วยเหลือยามเกิดเหตุคับขัน เป็นคนดีจริงหรือไม่ วันนี้เราจะพาไปกระชากหน้ากากมิจฉาชีพในคราบนักบุญ กับ 5 วิธีรู้ทันโจรปล้นทรัพย์ จะเป็นอย่างไรหากนักบุญในคราบพลเมืองดี จะมีเบื้องหลังเป็นซาตาน ที่มีฉากหน้าสวยงาม คอยเกื้อกูลให้ความช่วยเหลือหญิงสาว ยามเกิดเหตุคับขันขึ้นกับรถยนต์ของเธอด้วยความเอื้ออารี ในยามที่ปราศจากร่างเงาของใครอื่น ที่พอจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับ " มนัญชญา ชูใจ" แม่ค้าเปิดท้ายขายของตามตลาดนัด วัย 39 ปี ! ?!

5 ทุ่มครึ่ง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 ระหว่างที่มนัญชญาขับรถยนต์กลับบ้าน " เกียรติศักดิ์ ส้มอ่ำ" ที่มีชื่อเล่นสุดแสนหวานหูตรงกันข้ามกับพฤติกรรมว่า "จอย" ในวัย 21 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ตามมาห่างๆ รอจนสบโอกาส พุ่งชนท้ายเข้าอย่างจัง ด้วยความตกใจและหวังจะให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ มนัญชญาจอดรถลงมาสอบถามอาการบาดเจ็บ เปิดโอกาสให้ "สำราน สุไลมาน" ที่เพื่อนๆ เรียกว่า "ดุล" วัย 28 ปี ก้าวออกมาจากมุมมืดตรงเข้าหาหญิงสาว ก่อนจะใช้มีดปลายแหลมจี้คอบังคับให้กลับขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังรถ ยนต์ ใช้เทปพันสายไฟปิดปาก มัดมือ มัดเท้า แล้วขู่บังคับให้บอกรหัสบัตรเอทีเอ็ม เหตุเกิดในพื้นที่ สน.เตาปูน
เท่านั้นยังไม่พอ หนึ่งจอมมารยากับอีกหนึ่งจอมวางแผน ช่วยกันรื้อค้นทรัพย์สินในรถและในตัวแม่ค้าสาว หลังจากนั้นจึงนำตัวขึ้นรถมุ่งหน้าไปสวนผลไม้ย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี มัดตัวไว้กับต้นไม้ นานพอควรกว่าจะได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่ก็สะบักสะบอม

แม้ว่าต่อมาอีกไม่กี่วันตำรวจ สน.เตาปูน จะสามารถติดตามตัวสองผู้ต้องหาได้ และดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธและใช้ยานพาหนะ ตลอดจนกักขังหน่วงเหนี่ยวให้ผู้อื่นปราศจากอิสรภาพ แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุลักษณะนี้กับผู้หญิงรา ยอื่นๆ อีก ด้วยมิจฉาชีพที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกันนี้มีอยู่หลายกลุ่ม ผู้เสียหายบางคนก็ไม่กล้าแจ้งความ เนื่องจากเกิดความละอายและเกรงจะเสื่อมเสียชื่อเสียง ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลก่อเหตุอยู่ร่ำไป

เหมือนกับ " ภัคจิรา" สาวสวยในแวดวงไฮโซ จัดอยู่ในจำพวกที่สอง ในวัย 31 ปี และมีชื่อเสียงในวงสังคม เธอปฏิเสธที่จะไปชี้ตัวผู้ต้องหาหลังถูกตำรวจจับกุม และพบหลักฐานเป็นบัตรส่วนลดของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งของเธอ โดยมีเหตุผลสั้นๆ ว่า " กลัวเสียชื่อเสียง"

หลายเดือนก่อน ระหว่างที่ภัคจิราขับรถยนต์หรูออกจากห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี มีชายแปลกหน้าสองคนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ คนซ้อนท้ายชี้มือชี้ไม้ไปที่หลังรถ พยายามจะสื่อสารบางอย่างกับเธอ แรกๆ เธอเข้าใจว่าเขาทั้งสองพยายามเตือนให้รู้ตัวว่า ยางรถแบน ? เวลาผ่านไปทั้งสองก็ยังไม่ละความพยายาม ขี่รถตามประกบอยู่นานและทำกิริยาท่าทางเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความสงสัย ภัคจิราจึงจอดรถยนต์แล้วเปิดกระจกถาม " มีอะไรหรือ ?"

นอกจากคำตอบที่ได้รับว่า " ป้ายทะเบียนท้ายกำลังจะหลุด" แล้ว คนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เอื้อมมือมาเปิดประตูหลังกระโดดขึ้นมาบ นรถ ใช้มีดปลายแหลมข่มขู่ให้ส่งของมีค่ามาให้หมด !!! ทั้งๆ ที่เป็นเวลากลางวันแสกๆ แต่มิจฉาชีพทั้งสองยังลงมืออย่างชนิดที่เรียกว่ากล้าดีเดือด วันนั้นสาวไฮไซสูญเงินและทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท

" ตอนนั้นทั้งกลัว ทั้งตกใจ ทั้งๆ ที่เป็นตอนกลางวันแท้ๆ เขายังกล้า พอมานั่งคิดอีกทีก็ยังดีที่ไม่ถูกทำอันตรายไปมากกว่านี้ เพราะเราเองก็ลืมล็อกประตูรถ ทำให้คนร้ายเข้ามาได้" ภัคจิรา พูดปลงๆ 5 เดือนต่อมา ตำรวจก็ตามจับมิจฉาชีพในคราบนักบุญรายนี้ได้ ตรวจค้นในบ้านพบหลักฐานหลายอย่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้เสียหายล้วนแต่เป็นผู้หญิงแทบทั้งสิ้น

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 ( ผบก.น. 2) แนะวิธีรู้ทันโจรที่มีพฤติกรรมประทุษร้ายต่อทรัพย์สุภาพสตรีขณะ ขับขี่ยวดยานพาหนะตามลำพัง ส่วนใหญ่มีอยู่ 5 วิธีหลักๆ

วิธีแรก ที่มิจฉาชีพนิยมใช้มากที่สุด คือ การขับรถชนเหยื่อ เมื่อผู้เสียหายลงมาดูก็ลงมือจี้ชิงทรัพย์

วิธีที่สอง ขี่จักรยานยนต์ตามประกบ ชี้ไปที่รถยนต์ของเหยื่อ ทำให้เข้าใจว่ายางแบน ป้ายหลุด ไฟเบรกเสีย

วิธีที่สาม ขับรถตามเหยื่อรอจนจอดทำธุระ ใช้เรือใบหรือตะปูวางดัก เมื่อเหยื่อขับรถออกไปก็ขับตามอีกรอบ รอจนเหยื่อลงมาดูก็ทำทีเป็นพลเมืองดียื่นมือช่วยเหลือแล้วลงมือ ชิงทรัพย์

วิธีที่สี่ ใช้กุญแจผีไขประตูหรืองัดฝากระโปรงรถยนต์ ดึงหัวเทียนบางตัวออก แล้วขับรถตามรอเหยื่อลงมาดูอาการรถที่เครื่องเดินไม่เรียบ ทำตัวเป็นช่างยนต์ช่วยเหลือ และลงมือชิงทรัพย์

วิธีที่ห้า ขับรถปาดหน้าให้เฉี่ยวชนแล้วลงมาเจรจาจึงลงมือชิงทรัพย์

นี่เป็น 5 วิธีที่มิจฉาชีพนิยมใช้มากที่สุด !!!

เมื่อรู้วิถีโจรแล้วก็ต้องรู้วิธีป้องกัน พ.ต.อ.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบก.น. 2 ย้ำให้สุภาพสตรีตระหนักว่า เวลาขับรถต้องล็อกประตูทุกครั้ง หากเกิดอุบัติเหตุหรือคิดว่าตกอยู่ในอันตราย อย่าลงจากรถเป็นอันขาด ให้โทรศัพท์แจ้งตำรวจทันที แจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุตรงจุดไหน หรือรถเสียบริเวณไหน ที่สำคัญอย่าลงจากรถในที่เปลี่ยว !!!

แต่ถ้าถูกประทุษร้ายแล้วอย่าตกใจ ให้จดจำตำหนิรูปพรรณคนร้ายเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจทันทีที่คนร้ายหนีไป แม้ในสังคมจะมีซาตานในคราบนักบุญมากมาย แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลให้ทุกคนต้องละเว้นจากการทำความดี เป็นคนไร้ซึ่งน้ำใจ เพื่อสังคมจะได้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ทายนิสัยจากการเปลื้องผ้า

ทายนิสัยจากการเปลื้องผ้า.........ไม่รู้ว่าจะตรงน้อย มาก แค่ไหน
น้าๆลองอ่านดูแก้ร้อนไปพลางๆก่อนนะคับ

1 คุณเลือกวิธีถอดผ้า แล้วกองไว้ทั่วห้อง....
แสดงว่า คุณเป็นคนร่าเริง เฮฮา รักความสนุกสนาน มีความคิดเสรี และมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ค่อยแคร์ใคร ใครจะคิดอย่างไรก็ช่างเขา ก็ชีวิตนี้เป็นของคุณนี่น่า แม้ว่าห้องนอนของคุณจะรกหน่อย แต่คุณก็มีความสุขเสมอ

2 คุณเลือกวิธีเปลื้องผ้าโดยถอดแต่ละชิ้น แล้วเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ
แสดงว่า คุณเป็นคนที่จริงจังกับชีวิต เป็นคนที่รัก ความสงบ ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบ เป็นขั้นตอน ระมัดระวัง คุณยึดหลักป้องกันไว้ดีกว่าแก้

3 คุณเลือกถอดรองเท้าและถุงเท้า แล้วจัดเก็บก่อนเสมอ
แสดงว่าคุณเป็นขี้อาย แต่ช่างสังเกต คุณจึงรู้จักคนอื่นมากกว่าที่เขาคิด คุณเป็นคนที่ระมัดระวังในการใช้ชีวิต คุณจึงใช้เวลาในการตัดสินใจนาน
และมักจะทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน แต่ก็ทุ่มเท

4 คุณค่อย ๆ เปลื้องผ้าทีละชิ้น แต่เป็นไปอย่างช้า ๆ สบาย ๆ
บางครั้งคุณอาจถอดเสื้อตัวนอกหรือเสื้อเชิ๊ตก่อน แล้วอีกเกือบสิบนาทีคุณจึงจะถอดกางเกง แสดงว่าคุณมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ฉลาดหลักแหลม ช่างคิด และมักชอบแก้ปัญหายาก ๆ คุณไม่ชอบชีวิตที่เร่งรีบ หรือการทำงานที่เร่งด่วน คุณชอบชีวิตที่เป็นอิสระ
มีเวลาเป็นของตัวเอง

5 คุณเลือกวิธีเปลื้องผ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แสดงว่า คุณเป็นคนที่แคร์ความคิดของคนอื่น และมักจะสับสนกับความต้องการของตัวเอง คุณจะเป็นคนที่ดูยุ่ง ๆ อยู่เสมอ จึงเครียดได้ง่ายเพราะชอบคิดทีละหลายเรื่อง หรือทำหลายอย่าง.. ในเวลาเดียวกันและมีความคาดหวังสูงคุณควรทำชีวิตให้ช้าลงสักนิด หากคุณจะทำอะไร พลาดไปบ้าง คิดเสียว่าเป็นเรื่องปกติ (เพราะ คุณไม่ใช้มิสเพอร์เฟคสักหน่อย) จะช่วยให้คุณ เครียดน้อยลง>

6 คุณเลือกถอดเครื่องประดับ จำพวก แหวน ตุ้มหู สร้อยคอ หรือนาฬิกาก่อ
แสดงว่า คุณเป็นคนที่อบอุ่น โรแมนติด ช่างฝัน(หวาน) และอ่อนไหวง่าย บ่อยครั้งที่มักเกรงใจคนอื่น แต่ก็เป็นคนที่มีคำแนะนำดี ๆให้กับเพื่อนฝูงเสมอ

7 คุณไม่มีวิธีการเปลื้องผ้าที่แน่นอน แต่ละวัน มักทำไม่ซ้ำกัน
แสดงว่า คุณเป็นคนที่กระตือรือร้นสูง รักความสนุกสนาน แอ๊คทีฟ ชอบการผจภัย กล้าเสี่ยง และเป็นสาวสังคมพันธุ์แท้

14 มิถุนายน 2550

แก้เคล็ดฮวงจุ้ยด้วยสี

1.สีแดง
เสริมดวงการเงิน เกียรติยศชื่อเชียง พลังชีวิต แก้ไขความอ่อนแอของจิตวิญญาณ

2.สีชมพู
เสริมความนุ่มนวล ความห่วงใยอาทร แก้ไขความเย็นชา ปราศจากความรัก และความอ่อนโยน

3.สีม่วง
เสริมความมั่งมีศรีสุข และชื่อเสียงลาภยศ แก้ไขความหยุดนิ่งของดวงชะตา

4.สีเขียว
เสริมความสงบ ความหวัง และความมั่นคงปลอดภัย แก้ไขความติดขัด อุปสรรคต่างๆ และความร้อนรนวุ่นวาย

5.สีเหลือง
เสริมอำนาจบารมีและโชคทรัพย์ แก้ไขความตกต่ำ ความอ่อนแอ และความแห้งแล้งของจิตใจ

6.สีส้ม
เสริมความคิดริเริ่ม และความสุขสันต์หรรษา แก้ไขความทึบตัน ความหม่นหมอง และความถดถอยทางจิตวิญญาณ

7.สีฟ้า
เสริมความอบอุ่น การเจริญเติบโต การพัฒนาต่างๆ แก้ไขความเศร้า ความแตกแยก และการหยุดนิ่งเฉื่อยชาของอารมณ์จิตใจ

8.สีเทา
เสริมความสมดุล ความเรียบง่าย แก้ไขความร้อนรน วุ่นวายไร้ระเบียบ

9.สีดำ
เสริมความเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง แก้ไขความเลื่อนลอย ขาดเอกภาพ

10.สีน้ำตาล
เสริมความมั่นคง บารมี ความสง่างาม แก้ไขความผันแปรต่างๆ

รับเมื่อ Mar 18, 2007 6:48 AM

รู้ได้ไงใครเป็นเกย์

- แต่งตัวดีเกินเหตุ หัวเข็มขัดตั้งในระนาบเดียวกับกระดุมและซิบกางเกง ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 ซม.
- ใช้น้ำหอม
- มีผ้าเช็ดหน้าติดตัว
- ผูกเน็ตไทน์สวยไม่มีที่ติ
- ใช้กางเกงในสีขาว
- แต่งตัวเข้าเทรนตลอด การใช้เสื้อผ้าต้องเข้าชุดกัน และดูเป็นตัวของตัวเอง
- มีเครื่องสำอางติดตัวอย่างน้อย 1 ชิ้น เช่น ลิปมัน กระดาษซับหน้า โลชั่นกันแดด SPF 30
- เค้าจะเลือกทรงผมที่เข้ากับหน้าตาได้ดีที่สุด
- ตาจะกลิ้งกรอก เคลื่อนไหวได้มากกว่าผู้ชายธรรมดา
- พูดจาสุภาพ น่าเชื่อถือ เป็นนักพูดที่เก่ง เป็นนักฟังที่ดี
- มีคำราชาศัพท์หลุดออกมาบ้างเป็นครั้งคราว อย่าง อุ้ย, เก๋ไหมล่ะ, เลิศ
- การหยิบจับของ นิ้วก้อยที่ชี้ขึ้นจะบ่งบอกระดับความเป็นเกย์
- ไว้เล็บนิ้วก้อย
- ใส่แหวนนิ้วกลางข้างซ้าย (แสดงถึงความเข็มแข็งที่อ่อนแอ และต้องการความอบอุ่นจากใครบางคน)
- ชอบกัดเล็บ
- สังเกตดีๆ เขากันคิ้วหรือเปล่า
- เก่งภาษาต่างประเทศ
- มีความสามารถในการทำงานที่ใช้ความสร้างสรรค์
- ละเอียดอ่อน และอ่อนไหวง่าย
- ปากร้าย ด่าเจ็บ
- สามารถหาเรื่องขำๆให้คนอื่นหัวเราะได้เรื่อยๆ
- เกลียดเด็ก (รวมถึงสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น แมลงสาบ คนบ้า)
- ไม่ชอบเรื่องเซอร์ไพรซ์
- อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย
- ชอบทำตัวรังเกียจกระเทย เพื่อปกปิดความเป็นเกย์ในตัว
- ชอบกินอาหารเพื่อสุขภาพ
- ชอบออกกำลังกายบางชนิด อย่าง ว่ายน้ำ แอร์โรบิค วิ่ง วอลเล่ย์บอล แบท การเพาะกาย
- สมองขาดสมถภาพในด้านการเล็งระยะ เช่นการชูดบาส ยิงธนู ยิงปืน การจอดรถยนต์ในพื้นที่จำกัด (สูญเสียพื้นที่ในสมองส่วนนี้ไปให้ความอดทนและความละเอียดอ่อน)
- ชอบเพลงคลาสสิค เพลงแจ๊ส โซล
- สันโดษ ชอบความเป็นส่วนตัว
- ขี้เหงา
- ในห้องน้ำที่บ้านเขาจะมีมากกว่าสบู่ ยาสระผม ครีมนวด และยาสีฟัน
- ห้องนอนเรียบร้อยกว่าผู้ชายปกติ
- รักต้นไม้ และการปลูกต้นไม้

ถ้า เค้าคนนั้นที่คุณสงสัยอยู่มีลักษณะดังที่กล่าวมามากกว่า 80 เค้าเป็นเกย์นะครับ ที่บอกนี่ไม่ใช่ให้ไปสังเกตุว่าใครเป็นไม่เป็นแล้วไปนินทาให้คนอื่นฟังนะ เอาไว้ประกอบการพิจารณาการวางตัวระหว่างคุณกับเค้า และพัฒนาบุคคลิกภาพของคุณเองต่างหาก

รับเมื่อ Mar 18, 2007 6:49 AM

สิ่งเดียวที่ทำไม่ได้คือการยอมแพ้

ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัว เองตลอดเวลา"
ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอ ยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์" ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง

ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนักดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบ ริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา
และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน
ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน" หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพล งที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป ็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท ่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจ นซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า "เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯ หรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีน มอนโร" นั่นเอง

ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ด อันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก

ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินท ุนกับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิ ทธิพลมากที่สุดในโลก
ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

ผมเชื่อว่าทุกคนเคยแพ้ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว

แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว

คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก

รับเมื่อ May 3, 2007 5:32 AM

มาม่าฆ่าพยาธิได้


ผลการวิจัยพบว่า

เมื่อกินมาม่าเข้าไป พอมาม่าเดินทางไปถึงบริเวณที่มีพยาธิพยาธิจะมารุมกินมาม่า

แต่เนื่องจากลักษณะเส้นมาม่า

มีความคล้ายคลึงกับตัวพยาธิ ทำให้พยาธิสับสนไม่รู้ว่าอันไหนเป็นอาหารอันไหนเป็นพวกเดียวกัน จึงเกิดการกัดผิดตัว แทนที่จะไปกัดเส้นมาม่าดันไปกัดพวกเดียวกันเอง

พยาธิตัวที่ถูกกัดจึงเกิดความแค้น

เนื่องจากกำลังกินอยู่ดีๆ ดันโดนลอบกัดมันก็เลยกัดตอบ ทีนี้ก็เกิดเป็นโดมิโนเอฟเฟค พยาธิกัดกันเองเป็นพัลวันทำให้พยาธิล้มตายกันเกือบหมด

ไอ้ตัวที่เหลือก็ไม่กล้าออกมากินมาม่าอีก

เพราะกลัวว่าจะเข้าใจผิด เกิดบาดหมางกันระหว่างเพื่อนฝูงก็เลยผอมโซ อดตายกันหมด ดังนั้นจึงสรุปผลการทำวิจัยว่า มาม่ามีฤทธิ์ในการถ่ายพยาธิออกจากร่างกายได้

ขอขอบคุณ ข้อมูลที่มีประโยชน์จาก เว็บไซต์

ลงชื่อ พันธุ์ทิพย์ดอทคอม
เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้บนโลกอินเตอร์เน็ต

รับเมื่อ Jun 3, 2007 4:10 PM

13 มิถุนายน 2550

จับไต๋ 20 อาการนอกใจของคนรัก

ไม่ใช่เรื่องยากนัก หากจะสังเกตุความผิดปกติของคนรักข้างกาย โดยเฉพาะยามที่เขาหรือเธอ ออกอาการเปลี่ยนไป๊ !!! หากพฤติกรรมของคนรักเข้าข่ายทั้ง 20 ข้อข้างล่างนี้ รับรองว่า ลางสังหรณ์ของคุณที่คิดว่าคนรักนอกใจไปมีคนอื่นนั้น ถูกต้องกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

1. อาการแรกเริ่มของคนที่คิดนอกใจ จะเริ่มจากการให้ความสนใจ และตอบสนองความต้องการของคนข้างกายมากขึ้นแทบทุกเรื่อง
2. เริ่มซื้อของขวัญให้ ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่เทศกาลใดๆ คุณก็มักจะได้ของขวัญชิ้นพิเศษจากเขา แถมยังเป็นของขวัญที่มอบให้ด้วยใจไม่บริสุทธิ์อีกด้วย
3. เกิดพฤติกรรมลังเล อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการตกใจเกินเหตุ หรือแม้แต่อาการเห็นด้วยกับคุณไปเสียทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่มันไม่จริง
4. จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นการหาเรื่องทะเลาะ แล้วหนีออกนอกบ้าน ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
5. มักจะได้ยินประโยคที่ไม่เคยได้ยิน เช่น คุณจะอยู่ได้ไหมถ้าเราเลิกกัน หรือผมจะยังรักคุณเสมอถึงแม้เราจะเลิกกันไปแล้ว
6. อารมณ์ใจลอยที่เกิดขึ้น หรือเรียกง่ายๆ ว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แถมมักจะอารมณ์เสียเวลาที่อยู่ใกล้ๆ คุณ
7. อาการนิ่งเฉย เหมือนเอาใจออกห่าง
8. สไตล์ที่ชอบเปลี่ยนไป โดยเฉพาะ แนวการฟังเพลง ที่ชอบป๊อบมานานๆ แล้วปันหูให้เพลงร็อกซะงั้น !?!
9. ความสนใจในครอบครัวของคุณที่ลดน้อยลง เริ่มไม่อยากเอ่ยถึงพ่อแม่ หรือครอบครัวของอีกฝ่าย
10. เริ่มต้องการขอใช้ชีวิตส่วนตัว หลังจากเมื่อก่อน ได้ใช้ชีวิตคลอเคลียอยู่กับคุณทั้งวัน
11. เขาเลิกชื่นชมคุณซะดื้อๆ แถมประโยคอย่าง ผมรักคุณ หรือฉันรักคุณ แทบจะไม่ปริออกจากปากให้คู่รักได้ยินอีกเลย
12. เขามักจับผิดคุณในทุกๆ เรื่อง เพื่อชดเชยความผิดของเขา
13. เขาเริ่มสมาคมกับเพื่อนฝูงอีกครั้ง หลังจากร้างลาวงเหล้ามานาน แถมยังชอบพูดคุยปัญหาของเพื่อนฝูง มากกว่าปัญหาที่มีกับคุณ
14. เขาเลิกพูดถึงเรื่องอนาคตของคุณทั้งสอง แม้คุณจะเฝ้าถามถึงเรื่องแต่งงานและมีลูก
15. เขาไม่ได้แสดงการรักไคร่คุณอีกเลย แถมความมีน้ำใจก็เหือดหายไปพร้อมกับความรัก
16. เขาเริ่มอยากมีโลกส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีเบอร์ส่วนตัว ที่ไม่อยากให้คุณรับสายให้ บวกกับวิธีการพูดด้วยน้ำเสียงที่มากเกินเพื่อน
17. อาการเบื่อหน่ายทางเซ็กซ์ เริ่มปรากฏให้เห็น และยิ่งเด่นชัดขึ้นเรื่อย แถมยังหันไปฟังเพลงและดูทีวี มากกว่าจะมาจู๋จี๋กับคุณ
18. เขามักสะดุ้งโดยไม่มีเหตุผลเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า คงเพราะอาการไม่แน่ใจว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงใคร
19. อาการของคนรัก เป็นไปอย่างที่คนรอบข้างทัก เพราะคนรอบช้างมักสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงในคู่รัก มากกว่าคู่รักจะมองเห็นกันเอง
20. อาการโมโหสุดขีด เมื่อคุณไต่ส่วนถึงกิจวัตรนอกบ้าน เช่น วันนี้ไปไหนมาบ้าง กลับบ้านอีกโมง
21. รูปแบบการนอนเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการนอนหันหลังให้คุณ นอนละเมอ หรือเผลอหลุดปากเรียกชื่อคนอื่น ที่คุณไม่รู้จักมาก่อน หรือแม้แต่เริ่มเอาหมอนข้างมากั้นกลางระหว่างคุณกะเขา

คำเตือน...หากคนรักมีอาการครบ 20 ข้อ ขอให้พูดจากันอย่างมีเหตุผล และไตร่ถามถึงความเปลี่ยนไปของคู่รัก ซึ่งดีกว่า แสดงอาการหึงหวงและไม่พอใจ เพราะบางทีการที่คนรักข้างกายเกิดการนอกใจ อาจเกิดจากตัวคุณเอง !!!

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2550 18:31 น.

ผลวิจัย 'ขลิบ' กระทบเซ็กส์ของชาย

การขลิบเนื้อหุ้มปลายอวัยวะเพศชายอาจมีผลกระทบต่อชีวิตเซ็กส์

เอเอฟพี - ผลการวิจัยล่าสุด 2 ชิ้นบ่งชี้ข้อสรุปขัดแย้งกันเอง เกี่ยวกับผลกระทบต่อชีวิตเซ็กส์จากการขลิบเนื้อหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย โดยนิตยสารนิว ไซแอนทิสต์ฉบับวันเสาร์หน้า (5) มีกำหนดตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวทั้งคู่

ผลการศึกษาชิ้นแรกเป็นของ คิมเบอร์ลีย์ เพน จากริเวอร์ไซด์ โปรเฟสชันนอล เซ็นเตอร์ในออตตาวา ประเทศแคนาดา ซึ่งทำการศึกษาโดยให้กลุ่มตัวอย่างชายที่ผ่านการขลิบแล้ว 20 คน และชายที่ยังไม่เคยผ่านการขลิบอีก 20 คนดูหนังอีโรติก ขณะเดียวกันวัดหาความอ่อนไหวบนอวัยวะเพศใน 2 จุด ซึ่งผลการศึกษากลุ่มนี้ไม่พบความแตกต่างของระดับความอ่อนไหวในกลุ่มตัวอย่างทั้งสองเลย

ขณะที่ผลการศึกษาของคณะนักวิจัยนำทีมโดยโรเบิร์ต แวน โฮว์จากมหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน สหรัฐฯ ซึ่งใช้วิธีคล้ายคลึงกัน แต่ตรวจวัดระดับความอ่อนไหว 19 จุดในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 163 คนกลับพบว่า บริเวณส่วนปลายของอวัยวะเพศที่ผ่านการขลิบจะมีความไวต่อสัมผัสน้อยกว่า เนื่องจากการขลิบจะตัดเอาส่วนที่มีความอ่อนไหวที่สุด 5 จุดออกไป

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 เมษายน 2550 10:37 น.

นร.หญิง14 เปิดรร.ม่านรูด มั่วเซ็กซ์

[13 มิ.ย. 50 - 03:58]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วานนี้ (12 มิ.ย.) ร.ต.ต.เทียนชัย เนื่องจำนง รอง สวป.สภ.อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นห้องพักหมายเลข เอ 4 โรงแรมศรีราชาลอร์ด เป็นโรงแรมม่านรูด ตั้งอยู่ในซอยโรงพยาบาลสมิติเวช อ.ศรีราชา หลังได้รับแจ้งจากนางแขก (นามสมมติ) อายุ 45 ปี บ้านอยู่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่า ด.ญ.จอย (นามสมมติ) อายุ 14 ปี หลานสาว เรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งใน อ.ศรีราชา หนีออกจากบ้านมาเปิดห้องพักดังกล่าวมั่วสุมอยู่กับกลุ่มวัยรุ่นชาย

เมื่อถึงไปเจ้าหน้าที่ตำรวจพบประตูห้องดังกล่าวปิดล็อก จึงขอกุญแจสำรองของทางโรงแรมไขเข้าไป พบภาพสลดใจเจอชายวัยรุ่น 6 คน กับเด็กหญิงวัยรุ่นอีก 2 คน 1 ในนั้นคือ ด.ญ.จอยหลานสาวของนางแขก นอนเรียงรายก่ายกันอยู่บนเตียง สภาพแต่ละคนอยู่ในอาการสะลึมสะลือและอ่อนเพลีย เมื่อเห็นตำรวจถึงกับตกใจหน้าซีด ตรวจสอบภายในห้องพบขวดเบียร์ ขวดเหล้าวางไว้ข้างเตียงหลายขวด นอกจากนี้ ยังพบกระเป๋าเสื้อผ้าหลายใบ ภายในมีชุดเครื่องแบบนักเรียนชาย 1 ชุด กับชุดนักเรียนหญิงอีก 2 ชุด และพบยาคุมกำเนิดที่ถูกกินไปแล้วครึ่งแผงวางอยู่ข้างโต๊ะ จึงคุมตัวทั้งหมดส่ง พ.ต.ท.เริงศักดิ์ สุขเจริญ สารวัตรเวร สภ.อ.ศรีราชา

สอบสวนทราบชื่อชายวัยรุ่นทั้ง 6 คนคือ นายรัฐพล รังไสว อายุ 18 ปี นายรัตนศักดิ์ ปิมปา อายุ 18 ปี นายเอก (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นายอ๋อ (นามสมมติ) นายแชมป์ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี และนายแกะ อายุ 15 ปี โดยนายแกะเรียนอยู่ชั้น ม.3 สถาบันเดียวกับ ด.ญ.จอย ส่วนเด็กหญิงอีกคนชื่อ ด.ญ.น้ำ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี เพื่อนของ ด.ญ.จอย เบื้องต้นทั้งหมดให้การว่า ได้มาเปิดห้องพักดังกล่าวราคาคืนละ 460 บาท เพื่อดื่มกินและมั่วเซ็กซ์กัน 3 วัน 3 คืนแล้ว โดยมีนายอ๋อซึ่งมีนิสัยเป็นกะเทยเป็นคนชักชวนและนัดมาเจอกัน

นางแขก ป้าของ ด.ญ.จอย กล่าวว่า ด.ญ.จอย ได้หายออกจากบ้านมาตั้งแต่เย็นวันเสาร์ที่ 9 มิ.ย. อ้างจะไปหาเพื่อนก่อนจะหายตัวไป ตนและญาติพยายามออกตามหาแต่ไม่พบ กระทั่งวันเดียวกัน เห็นนายอ๋อ เพื่อนของหลานสาว ซึ่งมีลักษณะตุ้งติ้งเหมือนกะเทยเดินออกมาจากโรงแรมดังกล่าวเพื่อมาซื้อของก่อนกลับเข้าไปในโรงแรมอีกครั้ง เลยตามไปจนรู้ว่าหลานสาวหนีมามั่วสุมอยู่ในห้อง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น

“ยอมรับหลานสาวเป็นเด็กใจแตก ก่อนหน้านี้ก็เรียนอยู่ในเมืองพัทยา แต่เป็นเพราะความประพฤติไม่ดี ต้องย้ายมาเรียนที่ศรีราชา แต่ก็ไม่ยอมไปโรงเรียนมักหนีเที่ยวเป็นประจำ โดยมีนายอ๋อกะเทยแสบคนนี้เป็นคนชักชวนไปมั่วสุม นอกจากนี้ ยังเป็นธุระติดต่อให้ไปนอนกับพวกวัยรุ่นชายและมาทราบว่านายอ๋อกำลังจะชวนหลานสาวไปทำงานต่อที่กรุงเทพฯ ด้วย” ป้านักเรียนสาวใจแตกกล่าวด้วยสีหน้าหดหู่

ด้าน พ.ต.อ.วรพล อินทเส ผกก.สภ.อ.ศรีราชา กล่าวภายหลังว่า เบื้องต้นได้ตั้งข้อหาวัยรุ่นชายหญิงทั้งหมดฐานร่วมกันมั่วสุม พร้อมกันนี้ได้นำไปตรวจฉี่หาสารเสพติด ปรากฏว่าในตัวของนายอ๋อมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ 1 เม็ด และตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง เช่นเดียวกับ ด.ญ.น้ำ พบฉี่สีม่วง จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ส่วนนายรัฐพลกับนายรัตนศักดิ์ เจอข้อหาพรากผู้เยาว์เพิ่มอีกคนละกระทง

ที่มา - หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ : ปีที่ 58 ฉบับที่ 18040 วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน 2550